วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553
400202 เทคโนโลยีการศึกษา (Educational Technology)
ความหมายของการออกแบบการสอน (Instructional Design)
การออกแบบการสอน (Instructional Design) เป็นการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาใช้อย่างเป็นระบบเพื่อให้การออกแบบหรือการวางแผนการสอนมีประสิทธิภาพสูงสุด หลักการออกแบบการสอน (Instructional Design) เป็นสิ่งแนะนำ แนวทางสำ หรับครูผู้สอนหรือผู้ออกแบบการสอน (Instructional Designer)ให้ประสบผล สำเร็จในการออกแบบ และรู้แนวทางในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย และสร้างเสริมประสบการณ์ ในการออกแบบการสอน (Instructional Design) เพื่อนำความรู้ที่มีอยู่อย่างหลากหลายไปสู่ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การออกแบบการสอน (Instructional Design) เป็นทั้งกระบวนการสำหรับการจัดเตรียมโปรแกรมการสอนอย่างเป็นระบบและหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ของบุคคล ทั้งกระบวนการ และหลักการดังกล่าวมาเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งในการออกแบบการสอน ซึ่งจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้
เป็นการนำเอาวิธีระบบ หรือการจัดระบบมาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลที่ป้อน (Input) กระบวนการ (Process) และมีผลผลิต (Output) เช่น ระบบการสอน จะมีองค์ประกอบย่อย ๆ เช่น ระบบครูผู้สอน ระบบนักเรียน ระบบสื่อการสอน ระบบการเลือกและใช้สื่อการสอน หรือแหล่งการเรียนรู้ ซึ่งหน่วยย่อยเหล่านี้ สามารถทำงานในหน้าที่ของตนอย่างมีอิสระ แต่ถ้าหน่วยย่อยนั้นมีการเปลี่ยนแปลงก็จะส่งผลกระทบถึงหน่วยย่อยอื่น ๆ ด้วย ระบบการสอนที่มีการออกแบบโดยใช้วิธีระบบ (Systematic approach) มีการทดลองใช้อย่างกว้างขวาง มีการกำหนดขั้นตอนการสอน เช่น มีการกำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การใช้แหล่งความรู้ ให้สามารถตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน เช่น วัย เพศ อัตราการเรียนรู้ ความสามารถทางด้านสติปัญญา ความสนใจ ความถนัด ประสบการณ์เดิม ตลอดจนพื้นฐานทางวัฒนธรรม ซึ่งครูผู้สอนและนักเทคโนโลยีการศึกษา จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการออกแบบพัฒนาระบบการสอน
การออกแบบระบบการสอน ได้มีนักการศึกษาไว้ดังนี้
โพแฟม และเบเกอร์ (James W. Popham, and Baker, 1970) ได้ออกแบบระบบการสอนโดยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้
1. กำหนดวัตถุประสงค์
2.พิจารณาพื้นฐานผู้เรียน
3. วางแผนกิจกรรมการเรียนการสอน
4. ประเมินผล
เบราน์และคณะ (Brown and others, 1986) เป็นระบบการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียน และมีการวิเคราะห์ผู้เรียน เพื่อที่จะสามารถจัดการเรียนการสอนซึ่งตอบสนองความแตกต่างของผู้เรียน ดังมีรายละเอียดดังนี้
- เป้าหมาย (goals) เพราะในการเรียนการสอนหรือการฝึกอบรมก็ตามจำเป็นต้องมีจุดประสงค์ จุดมุ่งหมาย ซึ่งจุดประสงค์ต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องนำไปเขียนเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ด้านดังนี้
1. ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) เกี่ยวข้องกับความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินผล
2. ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เกี่ยวข้องกับเจตคติ และความรู้สึกนึกคิด เช่น ความรู้สึกซาบซึ้งต่อดนตรี หรืองานศิลปะ เป็นต้น
3. ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) เป็นเรื่องเกี่ยวกับทักษะต่าง ๆ เช่น ทักษะการเล่นฟุตบอล ทักษะการพิมพ์ หรือทักษะการประดิษฐ์ตัวอักษร เป็นต้น
- สภาพการณ์ (Conditions) หมายถึง ประสบการณ์การเรียนรู้ที่จัดให้ผู้เรียน สามารถทำให้ผู้เรียนบรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยยึดหลักการที่ว่า "การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดจากกระทำด้วยตนเองทั้งทางร่างกายและจิตใจ" ดังนั้น การเลือกรูปแบบของประสบการณ์ และกิจกรรมที่เอื้อให้ผู้เรียนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
และสอดคล้องกับรูปแบบการเรียนของผู้เรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญ
- แหล่งการเรียน (Resources) นับเป็นส่วนประกอบหลักที่สำคัญของการจัดการสอน ซึ่งรวมไปถึงสิ่งแวดล้อมทางกายภาพต่าง ๆ ที่จะเอื้อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ วัสดุ อุปกรณ์รวมถึงบุคลากร ครูผู้สอน ห้องสมุด ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ ผู้ช่วยสอนและอื่น ๆ ซึ่งมีผลโดยตรงหรือทางอ้อมที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี
- ผลลัพธ์ (Outcomes) คือผลที่ได้รับการกิจกรรมการเรียนการอน เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ซึ่ง จะมีการรวบรวมข้อมูลแล้วนำมาเป็นข้อปรับปรุงเพื่อให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เกอร์ลาซ และ อีลี (Gerlach and Ely, 1980) ได้เสนอรูปแบบการสอนซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ 10 ประการคือ
1. กำหนดวัตถุประสงค์ (Specification of Objectives) คือการกำหนดวัตถุประสงค์ว่าผู้เรียนควรจะสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง
2. กำหนดเนื้อหา (Specification of Content) เป็นการเลือกเนื้อหาที่จะสามารถช่วยให้ผู้เรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้
3. พิจารณาพื้นฐานเดิมของผู้เรียน (Assessment of Entering Behaviors) การทราบถึงความรู้พื้นฐานหรือประสบการณ์เดิมของผู้เรียน จะทำให้ผู้สอนสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาพิจารณาก่อนที่จะวางแผนการสอน โดยการวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual differences) ในด้านต่าง ๆ ซึ่งสามารถค้นหาข้อมูลได้จาก
1.บันทึกข้อมูลต่างๆ (Use of Available Records) เช่น ระเบียนสะสม ซึ่งจะบันทึกผลการเรียนด้านต่าง ๆ เช่น สติปัญญา การใช้เหตุผล และภาษา ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับบุคลิกภาพ
2. แบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างขึ้น (Teacher - Designed Pretest) เพื่อทดสอบถึงความรู้พื้นฐานหรือประสบการณ์เดิมของผู้เรียนเกี่ยวกับเรื่องที่จะสอน ทำให้ผู้สอนได้ทราบถึงความสามารถ(Learners' abilities) ความถนัด (Aptitudes) ของผู้เรียน อันจะเป็นข้อมูล เพื่อใช้ในการแนะนำผู้เรียน และในการวางแผนการจัดประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ในอนาคต
4. เลือกยุทธศาสตร์และเทคนิคการสอน (Determination of Strategy and Techniques) คือ วิธีการที่ครูใช้ในการให้ข้อมูล ในการเลือกแหล่งการเรียนรู้ และบทบาทของผู้เรียน ที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ซึ่งวิธีการดังกล่าวแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. การบรรยาย (Expository Approach) จะเป็นวิธีการสอนแบบดั้งเดิม ที่เน้นครูเป็นผู้นำเสนอข้อมูลต่าง ๆ
2. วิธีการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Approach) วิธีการนี้บทบาทของครูจะเป็นผู้อำนวยการในการจัดประสบการณ์ โดยการตั้งคำถาม สร้างเงื่อนไขให้ผู้เรียนได้เสาะแสวงหาคำตอบในการแก้ปัญหา โดยใช้ ข้อมูล ตำรา หนังสือ วัสดุ และผู้เรียนจะต้องพยายาม รวบรวม (Organize) จัดระบบข้อมูล ความรู้ต่าง ๆ โดยผู้เรียนจะต้องทำกิจกรรมด้วยตัวเอง (Active participations) ในที่สุดจะได้เป็นข้อสรุปที่สามารถนำไปใช้ในการวางแผนการดำเนินการเรียนการสอนได้
5. จัดกลุ่มผู้เรียน (Oganization of Students into Groups) เป็นการจัดกลุ่มเรียน เช่น เรียนร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก หรือโดยการบรรยายเป็นกลุ่มใหญ่ หรือเป็นรายบุคคล ระหว่างครูและกลุ่มผู้เรียนเท่านั้น
6. กำหนดเวลาเรียน (Allocation of Time) การเลือกยุทธวิธี เทคนิคต่าง ๆ นั้นล้วนมีผลต่อการเลือกและกำหนดเวลาเรียนที่เหมาะสมทั้งสิ้น เช่น เนื้อหาวิชา วัตถุประสงค์ สถานที่เรียน รูปแบบการบริหาร ความสามารถ และความสนใจของผู้เรียน
7. กำหนดสถานที่เรียน (Allocate of Learning Space) จะขึ้นอยู่กับขนาดของกลุ่มผู้เรียน วิธีการสอน คือ
1. ห้องสำหรับกลุ่มใหญ่ เรียนได้ครั้งละ 30-50 คน
2. ห้องขนาดเล็ก ใช้สำหรับการเรียนการสอนกลุ่มย่อย หรือการอภิปราย
3. ห้องเรียนแบบรายบุคคล อาจเป็นศูนย์สื่อที่จัดไว้สำหรับเรียนเป็นรายบุคคล
8. การกำหนดแหล่งการเรียนรู้ (Allocation of Resources) เป็นการเลือกแหล่งการเรียน หรือสื่อการสอน ซึ่งสามารถสนองตอบวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เช่น ภาพนิ่ง เสียง ภาพเคลื่อนไหว โทรทัศน์ ของจริง สื่อบุคคล หุ่นจำลอง สถานการณ์จำลอง และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
9. ประเมินผล (Evaluation of Performance) เป็นการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียนอันเกิดจากปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน หรือ ผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับสื่อการสอน การประเมินผลเป็นส่วนสุดท้ายในการวางแผนรูปแบบการสอน ที่ยึดวัตถุประสงค์เป็นหลัก
10. วิเคราะห์ข้อมูลย้อนกลับ (Analysis of Feedback) หลังจากที่ได้ประเมินผลการเรียนการสอนแล้วจะทำให้ทราบว่า การเรียนการสอนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้มากน้อยเพียงใด หากมีข้อบกพร่องก็สามารถวิเคราะห์ผล แล้วย้อนกลับมาเพื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อยต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มกระบวนการ เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขระบบการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และควรวิเคราะห์ข้อมูลย้อนกลับให้รวดเร็วที่สุด มิใช่เพียงเฉพาะผู้สอนเท่านั้นแต่รวมถึงผู้เรียนด้วย
รูปแบบการสอนโดยใช้รูปแบบจำลอง ASSURE
การใช้รูปแบบการสอน แบบ ASSURE เป็นวิธีระบบรูปแบบหนึ่งที่นำมาจากแนวคิดของไชน์พิชและคณะ (1993) โดยมีระบบการดำเนินงานตามลำดับขั้นดังนี้
A = ANALYZE LEARNER'S CHARACTERISTICS การวิเคราะห์พฤติกรรมเบื้องต้นและความต้องการของผู้เรียน ที่สำคัญได้แก่
1. ข้อมูลทั่วไป เช่น อายุ เพศ ระดับการศึกษา เจตคติ ระบบสังคม วัฒนธรรม
2. ข้อมูลเฉพาะ เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเรียนการสอน เช่น ประสบการณ์เดิม ทักษะ เจตคติ ความรู้พื้นฐาน และความสามารถในการเรียน
การวิเคราะห์จะช่วยให้ผู้สอนสามารถตัดสินใจเลือกสื่อและจุดมุ่งหมายการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม
S = STATE LEARNING OBJECTIVES AND CONTENT การกำหนดจุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมายการเรียนที่ดี ควรเป็นข้อความที่แสดงถึงลักษณะ สำคัญ 3 ประการคือ
1. วิธีการปฏิบัติ PERFORMANCE (ทำอะไร) การเขียนจุดมุ่งหมายควรใช้คำกริยาหรือข้อความที่สังเกตพฤติกรรมได้ เช่น ให้คำจำกัดความ อธิบาย บอก หรือจำแนก เป็นต้น
2. เงื่อนไข CONDITIONS (ทำอย่างไร) การเขียนจุดมุ่งหมายการเรียน ควรกำหนดเงื่อนไขที่จำเป็น ภายใต้การปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ เช่น บวกเลขในใจโดยไม่ใช้กระดาษ หรือ ผสมแป้งโดยใช้ช้อน
3. เกณฑ์ CRITERIA (ทำได้ดีเพียงไร) มาตรฐานการปฏิบัติ ซึ่งควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เช่น ระดับของความสามารถในการปฏิบัติ ระดับของความรู้ที่จำเป็น เพื่อการศึกษาต่อในหน่วยการเรียนที่สูงขึ้นไป
S = SELECT, MODIFY OR DESIGN MOTHODS AND MATERIALS การกำหนดสื่อการเรียนการสอน อาจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 ประการดังนี้ คือ
1. การเลือกใช้สื่อการเรียนการสอน
2. ดัดแปลงจากสื่อวัสดุที่มีอยู่แล้ว
3. การออกแบบสื่อใหม่
U = UTILIZE METHODS AND MATERIALS กิจกรรมการใช้สื่อการเรียนการสอน พิจารณาได้ 3 ลักษณะคือ
1. การใช้สื่อประกอบการสอนของผู้สอน เช่น ประกอบคำบรรยาย และอธิบาย
2. การใช้สื่อเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนของผู้เรียน เช่น ชุดการสอน บทเรียนด้วยตนเอง
3. การใช้สื่อร่วมกันระหว่างผู้เรียนและผู้สอน เช่น เกม สถานการณ์จำลอง และการสาธิต การมีส่วนร่วมของผู้เรียน การใช้สื่อการเรียนการสอนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนให้มากที่สุด
R = REQUIRE LEARNER'S RESPONSE การกำหนดพฤติกรรมตอบสนองของผู้เรียน การเรียนรู้ที่มีีประสิทธิภาพที่สุดนั้นผู้เรียนจะต้องมีปฏิกิริยาตอบสนอง และมีการเสริมแรง การที่ผู้สอนให้ข้อมูลย้อนกลับทันทีต่อการตอบสนองของผู้เรียนจะทำให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการเรียน
E = EVALUATION การประเมินผล ควรพิจารณาทั้ง 3 ด้านคือ
1. การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2. การประเมินสื่อและวิธีใช้
3. การประเมินกระบวนการเรียนการสอน
จิตวิทยาการเรียนรู้
ความหมายของจิตวิทยาการเรียนรู้
จิตวิทยา ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Psychology มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก 2 คำ คือ Phyche แปลว่า วิญญาณ กับ Logos แปลว่า การศึกษา ตามรูปศัพท์ จิตวิทยาจึงแปลว่า วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิญญาณ แต่ในปัจจุบันี้ จิตวิทยาได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป ความหมายของจิตวิทยาได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย นั่นคือ จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษากี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์
การเรียนรู้ (Lrarning) ตามความหมายทางจิตวิทยา หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอย่างค่อนข้างถาวร อันเป็นผลมาจากการฝึกฝนหรือการมีประสบการณ์ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงที่ไม่จัดว่าเกิดจากการเรียนรู้ ได้แก่ พฤติกรรมที่เป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราว และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เนื่องมาจากวุฒิภาวะ
จากความหมายดังกล่าว พฤติกรรมของบุคคลที่เกิดจากการ เรียนรู้จะต้องมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
1. พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจะต้องเปลี่ยนไปอย่างค่อนข้างถาวร จึงจะถือว่าเกิดการเรียนรู้ขึ้น หากเป็นการ เปลี่ยนแปลงชั่วคราวก็ยังไม่ถือว่าเป็นการเรียนรู้ เช่น นักศึกษาพยายามเรียนรู้การออกเสียงภาษาต่างประเทศ บางคำ หากนักศึกษาออกเสียงได้ถูกต้องเพียงครั้งหนึ่ง แต่ไม่สามารถออกเสียงซ้ำให้ถูกต้องได้อีก ก็ไม่นับว่า นักศึกษาเกิดการเรียนรู้การออกเสียงภาษาต่างประเทศ ดังนั้นจะถือว่านักศึกษาเกิดการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อออก เสียงคำ ดังกล่าวได้ถูกต้องหลายครั้ง ซึ่งก็คือเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวรนั่นเอง
อย่างไรก็ดี ยังมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแต่เปลี่ยนแปลงชั่วคราวอัน เนื่องมาจากการที่ ร่างกายได้รับสารเคมี ยาบางชนิด หรือเกิดจากความเหนื่อยล้า เจ็บป่วยลักษณะดังกล่าวไม่ถือว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนั้นเกิดจากการเรียนรู้
2. พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจะต้องเกิดจากการฝึกฝน หรือเคยมีประสบการณ์นั้น ๆ มาก่อน เช่น ความ สามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ ต้องได้รับการฝึกฝน และถ้าสามารถใช้เป็นแสดงว่าเกิดการเรียนรู้ หรือความ สามารถในการขับรถ ซึ่งไม่มีใครขับรถเป็นมาแต่กำเนิดต้องได้รับการฝึกฝน หรือมีประสบการณ์ จึงจะขับรถเป็น ในประเด็นนี้มีพฤติกรรมบางอย่างที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ต้องฝึกฝนหรือมีประสบการณ์ ได้แก่ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเจริญเติบโต หรือการมีวุฒิภาวะ และพฤติกรรมที่เกิดจากแนวโน้มการตอบสนองของเผ่าพันธุ์ (โบเวอร์ และอัลการ์ด 1987, อ้างถึงใน ธีระพร อุวรรณโน,2532:285) ขอยกตัวอย่างแต่ละด้านดังนี้
ในด้านกระบวนการเจริญเติบโต หรือการมีวุฒิภาวะ ได้แก่ การที่เด็ก 2 ขวบสามารถเดินได้เอง ขณะที่ เด็ก 6 เดือน ไม่สามารถเดินได้ฉะนั้นการเดินจึงไม่จัดเป็นการเรียนรู้แต่เกิดเพราะมีวุฒิภาวะ เป็นต้น ส่วนใน ด้านแนวโน้มการตอบสนองของเผ่าพันธุ์โบเวอร์ และฮิลการ์ด ใช้ในความหมาย ที่หมายถึงปฏิกริยาสะท้อน (Reflex) เช่น กระพริบตาเมื่อฝุ่นเข้าตา ชักมือหนีเมื่อโดนของร้อน พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้ แต่เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของเผ่าพันธุ์มนุษย์
การเรียนรู้ของคนเรา เกิดจากการไม่รู้ไปสู่การเรียนรู้ มี 5 ขั้นตอนดังที่ กฤษณา ศักดิ์ศรี (2530) กล่าวไว้ดังนี้
"…การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อสิ่งเร้า (stimulus) มาเร้าอินทรีย์ (organism) ประสาทก็ตื่นตัว เกิดการรับสัมผัส หรือเพทนาการ (sensation) ด้วยประสาททั้ง 5 แล้วส่งกระแสสัมผัสไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดการแปลความหมายขึ้นโดยอาศัยประสบการณ์เดิมและอื่น ๆ เรียกว่า สัญชาน หรือการรับรู้ (perception) เมื่อแปลความหมายแล้ว ก็จะมีการสรุปผลของการรับรู้เป็นความคิดรวบยอดเรียกว่า เกิดสังกัป (conception) แล้วมีปฏิกิริยาตอบสนอง (response) อย่างหนึ่งอย่างใดต่อสิ่งเร้าตามที่รับรู้เป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤิตกรรม แสดงว่าการเรียนรู้ได้เกิดขึ้นแล้วประเมินผลที่เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้แล้ว…"
การเรียนรู้เป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิต มนุษย์มีการเรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงก่อนตาย จึงมีคำกล่าวเสมอว่า "No one too old to learn" หรือ ไม่มีใครแก่เกินที่จะเรียน การเรียนรู้จะช่วยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้เป็นอย่างดี
ธรรมชาติของการเรียนรู้
ธรรมชาติของการเรียนรู้โดยทั่วไปนักจิตวิทยาเชื่อว่ามนุษย์จะมีการเรียนรู้ได้ก็ ต่อเมื่อมนุษย์ได้ทำกิจกรรมใดๆ แล้วเกิดประสบการณ์ ประสบการณ์ที่สะสมมามากๆ และหลายๆ ครั้งทำให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้ขึ้นและเกิดการพัฒนาสิ่งที่เรียนรู้จนเกิดเป็นทักษะ และเกิดเป็นความชำนาญ ดังนั้นการเรียนรู้ของมนุษย์ก็จะอยู่กับตัวของมนุษย์เรียกว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร ดังนั้นหัวข้อที่น่าศึกษาต่อไปคือธรรมชาติของการเรียนรู้ของมนุษย์มีอะไรบ้าง ในที่นี้ขออธิบายเป็นข้อๆ คือ
1. การเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมค่อนข้างถาวร
2. การเรียนรู้ย่อมมีการแก้ไข ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ จะต้องเนื่องมาจากประสบการณ์
3. การเปลี่ยนแปลงชั่วครั้งชั่วคราวไม่นับว่าเป็นการเรียนรู้
4. การเรียนรู้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมต้องอาศัยการสังเกตพฤติกรรม
5. การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และกระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นตลอดเวลาที่บุคคลมีชีวิตอยู่ โดยอาศัยประสบการณ์ในชีวิต
6. การเรียนรู้ไม่ใช่วุฒิภาวะแต่อาศัยวุฒิภาวะ วุฒิภาวะคือระดับความเจริญเติบโตสูงสุดของพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาของบุคคลในแต่ละช่วงวัยที่เป็นไปตามธรรมชาติ แต่การเรียนรู้ไม่ใช่วุฒิภาวะแต่ต้องอาศัยวุฒิภาวะประกอบกัน
7. การเรียนรู้เกิดได้ง่ายถ้าสิ่งที่เรียนเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อผู้เรียน
8. การเรียนรู้ของแต่ละคนแตกต่างกัน
9. การเรียนรู้ย่อมเป็นผลให้เกิดการสร้างแบบแผนของพฤติกรรมใหม่
10. การเรียนรู้อาจจะเกิดขึ้นโดยการตั้งใจหรือเกิดโดยบังเอิญก็ได้
ลำดับขั้นของการเรียนรู้
ในกระบวนการเรียนรู้ของคนเรานั้น จะประกอบด้วยลำดับขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญ 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ (1) ประสบการณ์ (2) ความเข้าใจ และ (3) ความนึกคิด
1. ประสบการณ์ (experiences) ในบุคคลปกติทุกคนจะมีประสาทรับรู้อยู่ด้วยกันทั้งนั้น ส่วนใหญ่ที่เป็นที่เข้าใจก็คือ ประสาทสัมผัสทั้งห้า ซึ่งได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง ประสาทรับรู้เหล่านี้จะเป็นเสมือนช่องประตูที่จะให้บุคคลได้รับรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ถ้าไม่มีประสาทรับรู้เหล่านี้แล้ว บุคคลจะไม่มีโอกาสรับรู้หรือมีประสบการณ์ใด ๆ เลย ซึ่งก็เท่ากับเขาไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใด ๆ ได้ด้วย
ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่บุคคลได้รับนั้นย่อมจะแตกต่างกัน บางชนิดก็เป็นประสบการณ์ตรง บางชนิดเป็นประสบการณ์แทน บางชนิดเป็นประสบการณ์รูปธรรม และบางชนิดเป็นประสบการณ์นามธรรม หรือเป็นสัญลักษณ์
2. ความเข้าใจ (understanding) หลังจากบุคคลได้รับประสบการณ์แล้ว ขั้นต่อไปก็คือ ตีความหมายหรือสร้างมโนมติ (concept) ในประสบการณ์นั้น กระบวนการนี้เกิดขึ้นในสมองหรือจิตของบุคคล เพราะสมองจะเกิดสัญญาณ (percept) และมีความทรงจำ (retain) ขึ้น ซึ่งเราเรียกกระบวนการนี้ว่า "ความเข้าใจ"
ในการเรียนรู้นั้น บุคคลจะเข้าใจประสบการณ์ที่เขาประสบได้ก็ต่อเมื่อเขาสามารถจัดระเบียบ (organize) วิเคราะห์ (analyze) และสังเคราะห์ (synthesis) ประสบการณ์ต่าง ๆ จนกระทั่งหาความหมายอันแท้จริงของประสบการณ์นั้นได้
3 ความนึกคิด (thinking) ความนึกคิดถือว่าเป็นขั้นสุดท้ายของการเรียนรู้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมอง Crow (1948) ได้กล่าวว่า ความนึกคิดที่มีประสิทธิภาพนั้น ต้องเป็นความนึกคิดที่สามารถจัดระเบียบ (organize) ประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ที่ได้รับให้เข้ากันได้ สามารถที่จะค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เกิดบูรณาการการเรียนรู้อย่างแท้จริง
องค์ประกอบของการเรียนรู้
1. สิ่งเร้า ( Stimulus ) เป็นตัวการที่ทำให้บุคคลมีปฏิกิริยาโต้ตอบออกมาและเป็นตัว
กำหนดพฤติกรรมว่าจะแสดงออกมาในลักษณะใด สิ่งเร้าอาจเป็นเหตุการณ์หรือวัตถุและอาจเกิดภายในหรือภายนอกร่างกายก็ได้ เช่น เสียงนาฬิกาปลุกให้เราตื่น กำหนดวันสอบเร้าให้เราเตรียมสอบ
2. แรงขับ ( Drive ) มี 2 ประเภทคือแรงขับปฐมภูมิ ( Primary Drive ) เช่น ความหิว
ความกระหาย การต้องการพักผ่อน เป็นต้น และแรงขับทุติยภูมิ ( Secondary Drive ) เป็นเรื่องของความต้องการทางจิตและทางสังคม เช่น ความวิตกกังวล ความต้องการความรัก ความปลอดภัย เป็นต้น แรงขับทั้งสองประเภทเป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาอันจะนำไปสู่การเรียนรู้
3. การตอบสนอง ( Response ) เป็นพฤติกรรมต่างๆ ที่บุคคลแสดงออกมาเมื่อได้รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าต่างๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของ หรือสถานการณ์ อาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งแวดล้อมที่รอบตัวเรานั่นเอง
4. แรงเสริม ( Reinforcement ) สิ่งที่มาเพิ่มกำลังให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับ
การตอบสนอง เช่น รางวัล การตำหนิ การลงโทษ การชมเชย เงิน ของขวัญ เป็นต้น
กระบวนการของการเรียนรู้
กระบวนการของการเรียนรู้มีขั้นตอนดังนี้คือ
1. มีสิ่งเร้า( Stimulus ) มาเร้าอินทรีย์ ( Organism )
2. อินทรีย์เกิดการรับสัมผัส ( Sensation ) ประสาทสัมผัสทั้งห้า ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย
3. ประสาทสัมผัสส่งกระแสสัมผัสไปยังระบบประสาทเกิดการรับรู้ ( Perception )
4. สมองแปลผลออกมาว่าสิ่งที่สัมผัสคืออะไรเรียกว่าความคิดรวบยอด ( Conception )
5. พฤติกรรมได้รับคำแปลผลทำให้เกิดความคิดรวบยอดก็จะเกิดการเรียนรู้
( Learning )
6. เมื่อเกิดกระบวนการเรียนรู้บุคคลก็จะเกิดการตอบสนอง ( Response )
พฤติกรรมนั้นๆ
ตัวอย่างเช่น เราฝึกสัตว์ให้สามารถทำกิจกรรมใดๆ ก็ได้อาจเป็นการเล่นลูกบอลโยนห่วง หรือให้นกพิราบจิกบัตรสี หรือหัดให้ลิงชิมแฟนซีวาดรูปภาพต่างๆ หรือให้นกแก้วเฝ้าบ้านโดยส่งเสียงร้องเวลาที่คนแปลหน้าเข้าบ้าน กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ จะต้องมีกระบวนการคือมีสิ่งเร้ามาเร้าอินทรีย์ ถ้าในที่นี้อินทรีย์คือตัวแลคคูน ตัวแลคคูนก็จะรู้สึก การเกิดความรู้สึกเราเรียกว่าเกิดการรับสัมผัส จะด้วยทางตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย ประสาทสัมผัสจะทำให้เกิดการรับรู้ สมองก็จะแปลความหมาย พฤติกรรมที่สมองแปลความหมายเรียกว่าเกิดการเรียนรู้ จะให้เรียนรู้ได้ต้องทำบ่อยๆ โดยนักจิตวิทยาให้แลคคูนจับลูกบอลบ่อยๆ พร้อมให้แรงเสริมด้วยอาหารที่เจ้าแลคคูนชอบ ก่อนให้อาหารก็ให้เจ้าแลคคูนจับลูกบอลบ่อยๆ ทำซ้ำๆ หลายครั้งเจ้าแลคคูนก็จะเกิดการเรียนรู้ว่าถ้าทำกิจกรรมจับลูกบอลแล้วพัฒนาไปถึงขั้นโยนลูกบอลเข้าห่วงก็จะได้อาหาร การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้น คือถ้าเจ้าแลคคูนหิวก็จับลุกบอลโยนห่วงเป็นต้น
ทฤษฎี Constructivism
มีหลักการที่สำคัญว่า ในการเรียนรู้ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้กระทำ (active) และสร้างความรู้
ความเชื่อพื้นฐานของ Constructivism มีรากฐานมาจาก 2 แหล่ง คือจากทฤษฎีพัฒนาการของพีอาเจต์ และวิก็อทสกี้
ทฤษฎี Constructivism จึงแบ่งออกเป็น 2 ทฤษฎี คือ
1. Cognitive Constructivism หมายถึงทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญานิยม ที่มีรากฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการของพีอาเจต์ ทฤษฎีนี้ถือว่าผู้เรียนเป็นผู้กระทำ(active) และเป็นผู้สร้างความรู้ขึ้นในใจเอง ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีบทบาทในการก่อให้เกิดความไม่สมดุลทางพุทธิปัญญาขึ้น เป็นเหตุให้ผู้เรียนปรับความเข้าใจเดิมที่มีอยู่ให้เข้ากับข้อมูลข่าวสารใหม่ จนกระทั่งเกิดความสมดุลทางพุทธิปัญญา หรือเกิดความรู้ใหม่ขึ้น
2. Social Constructivism เป็นทฤษฎีที่มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการของวิก็อทสกี้ ซึ่งถือว่าผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่น (ผู้ใหญ่หรือเพื่อน) ในขณะที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรืองาน ในสภาวะสังคม(Social Context) ซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญและขาดไม่ได้ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมทำให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยการเปลี่ยนแปรความเข้าใจเดิมให้ถูกต้องหรือซับซ้อนกว้างขวางขึ้น
คุณลักษณะของทฤษฎี Constructivism
1. ผู้เรียนสร้างความเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้ด้วยตนเอง
2. การเรียนรู้สิ่งใหม่ขึ้นกับความรู้เดิมและความเข้าใจที่มีอยู่ในปัจจุบัน
3. การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีความสำคัญต่อการเรียนรู้
4. การจัดสิ่งแวดล้อม กิจกรรมที่คล้ายคลึงกับชีวิตจริง ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
ทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนวความรู้ความเข้าใจนี้ จำแนกย่อยออกเป็นหลายทฤษฎีเช่นกัน แต่ทฤษฎีซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมากในระหว่างนักจิตวิทยาการเรียนรู้และนำมาประยุกต์ใช้กันมากกับสถานการณ์การเรียนการสอน ได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการค้นพบของบรูเนอร์ และทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของออซูเบล (Ausubel)
ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการค้นพบของบรูนเนอร์
บรูนเนอร์ ได้ให้ชื่อการเรียนรู้ของท่านว่า “Discovery Approach” หรือ การเรียนรู้โดยการค้นพบ บรูนเนอร์เชื่อว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปสู่การค้นพบการแก้ปัญหา ผู้เรียนจะประมวลข้อมูลข่าวสาร จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และจะรับรู้สิ่งที่ตนเองเลือก หรือสิ่งที่ใส่ใจ การเรียนรู้แบบนี้จะช่วยให้เกิดการค้นพบ เนื่องจากผู้เรียนมีความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันที่ทำให้สำรวจสิ่งแวดล้อม และทำให้เกิดการเรียนรู้โดยการค้นพบ โดยมีแนวคิดที่เป็นพื้นฐาน ดังนี้
การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนมรปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง ผู้เรียนแต่ละคนจะมีประสบการณ์และพื้นฐานความรู้ที่แตกต่างกัน การเรียนรู้จะเกิดจากการที่ผู้เรียนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบใหม่กับความรู้เดิมแล้วนำมาสร้างเป็นความหมายใหม่
บรูนเนอร์ ได้เห็นด้วยกับ พีอาเจต์ว่า คนเรามีโครงสร้างสติปัญญา (Congnitive Structure) มาตั้งแต่เกิด ในวัยทารกโครงสร้างสติปัญญายังไม่ซับซ้อน เพราะยังไม่พัฒนาต่อเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมจะทำให้โครงสร้างสติปัญญามีการขยายและซับซ้อนขึ้น หน้าที่ของโรงเรียนก็คือการช่วยเอื้อการขยายของโครงสร้างสติปัญญาของนักเรียน นอกจากนี้บรูนเนอร์ ยังได้ให้หลักการเกี่ยวกับการสอนดังต่อไปนี้
1. กระบวนความคิดของเด็กแตกต่างกับผู้ใหญ่ เวลาเด็กทำผิดเกี่ยวกับความคิด ผู้ใหญ่ควรจะคิดถึงพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญา ซึ่งเด็กแต่ละวัยมีลักษณะการคิดที่แตกต่างไปจากผู้ใหญ่ ครูหรือผู้มีความรับผิดชอบทางการศึกษาจะต้องมีความเข้าใจว่าเด็กแต่ละวัยมีการรู้คิดอย่างไร และกระบวนการรู้คิดของเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ (Intellectual Empathy)
2. เน้นความสำคัญของผู้เรียน ถือว่าผู้เรียนสามารถจะควบคุมกิจกรรม การเรียนรู้ของตนเองได้ (Self- Regulation) และเป็นผู้ที่จะริเริ่มหรือลงมือกระทำ ฉะนั้น ผู้มีหน้าที่สอนและอบรมมีหน้าที่จัดสิ่งแวดล้อมให้เอื้อการเรียนรู้โดยการค้นพบ โดยให้โอกาส ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
3. ในการสอนควรจะเริ่มจากประสบการณ์ที่ผู้เรียนคุ้นเคย หรือประสบการณ์ที่ใกล้ตัวไปหาประสบการณ์ที่ไกลตัว เพื่อผู้เรียนจะได้มีความเข้าใจ เช่น การสอนให้นักเรียนรู้จักการใช้แผนที่ ควรจะเริ่มจากแผนที่ของจังหวัดของผู้เรียนก่อนแผนที่จังหวัดอื่นหรือแผนที่ประเทศไทย
บรูนเนอร์ เชื่อว่า วิชาต่าง ๆ จะสอนให้ผู้เรียนเข้าใจได้ทุกวัยถ้าครูจะสามารถใช้วิธีการสอนที่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ข้อสำคัญครูจะต้องให้นักเรียนเป็นผู้กระทำหรือเป็นผู้แก้ปัญหาเอง บรูนเนอร์ ได้สรุปความสำคัญของการเรียนรู้โดยการค้นพบว่าดีกว่าการเรียนรู้ โดยวิธีอื่นดังต่อไปนี้
1. ผู้เรียนจะเพิ่มพลังทางสติปัญญา
2. เน้นรางวัลที่เกิดจากความอิ่มใจในสัมฤทธิผลในการแก้ปัญหามากกว่ารางวัล หรือเน้นแรงจูงใจภายในมากกว่าแรงจูงใจภายนอก
3. ผู้เรียนจะเรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยการค้นพบและสามารถนำไปใช้ได้
4. ผู้เรียนจะจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ดีและได้นาน
สรุปได้ว่า บรูนเนอร์ กล่าวว่า คนทุกคนมีพัฒนาการทางความรู้ความเข้าใจ หรือ การรู้คิดโดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Acting, Imagine และ Symbolizing ซึ่งอยู่ในขั้นพัฒนาการทางปัญญาคือ Enactive, Iconic และ Symbolic representation ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดชีวิตมิใช่เกิดขึ้นช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตเท่านั้น บรูเนอร์เห็นด้วยกับ พีอาเจต์ ที่ว่า มนุษย์เรามีโครงสร้างทางสติปัญญา (Cognitive structure) มาตั้งแต่เกิดในวัยเด็กจะมีโครงสร้างทางสติปัญญาที่ไม่ซับซ้อน เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมจะทำให้โครงสร้างทางสติปัญญาขยาย และซับซ้อนเพิ่มขึ้น หน้าที่ของครูคือ การจัดสภาพสิ่งแวดล้อมที่ช่วยเอื้อต่อการขยายโครงสร้างทางสติปัญญาของผู้เรียน
ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของออซุเบล
ออซุเบล (Ausubel) บ่งว่า ผู้เรียนเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารด้วยการรับหรือด้วยการค้นพบ และวิธีเรียนอาจจะเป็นการเรียนด้วยความเข้าใจอย่างมีความหมายหรือเป็นการเรียนรู้โดยการท่องจำโดยไม่คิด ออซุเบล จึงแบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 4 ประเภท ดังต่อไปนี้
การเรียนรู้โดยการรับอย่างมีความหมาย (Meaningful Reception Learning)
การเรียนรู้โดยการรับแบบท่องจำโดยไม่คิดหรือแบบนกแก้วนกขุนทอง (Rote Reception Learning)
การเรียนรู้โดยการค้นพบอย่างมีความหมาย (Meaningful Discovery Learning)
การเรียนรู้โดยการค้นพบแบบท่องจำโดยไม่คิดหรือแบบนกแก้วนกขุนทอง (Rote Discovery Learning)
ออซุเบล สนใจที่จะหากฏเกณฑ์และวิธีการสอนการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นโดยการรับหรือค้นพบ
เพราะออซุเบลคิดว่าการเรียนรู้ในโรงเรียนส่วนมากเป็นการท่องจำโดยไม่คิดในที่นี้ จะขออธิบายเพียงการเรียนรู้อย่างมีความหมายโดยการรับ
การเรียนรู้โดยการรับอย่างมีความหมาย (Meaningful Reception Learning)
ออซุเบล ให้ความหมายว่าเป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับมาจากการที่ผู้สอนอธิบายสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ให้ฟังและผู้เรียนรับฟังด้วยความเข้าใจ โดยผู้เรียนเห็นความสัมพันธ์กับโครงสร้างพุทธิปัญญาที่ได้เก็บไว้ในความทรงจำ และจะสามารถนำมาใช้ในอนาคต ออซุเบลได้บ่งว่าทฤษฎีของท่านมีวัตถุประสงค์ที่จะอธิบายการเรียนรู้เกี่ยวกับพุทธิปัญญาเท่านั้น (Cognitive learning) ไม่รวมการเรียนรู้ แบบการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก การเรียนรู้ทักษะทางมอเตอร์ (Motor Skills learning) และการเรียนรู้โดยการค้นพบ
ออซุเบล ได้บ่งว่า การเรียนรู้อย่างมีความหมายขึ้นอยู่กับตัวแปร 3 อย่าง ดังต่อไปนี้
สิ่ง (Materials) ที่จะต้องเรียนรู้จะต้องมีความหมาย ซึ่งหมายความว่าจะต้องเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เคยเรียนรู้และเก็บไว้ในโครงสร้างพุทธิปัญญา (cognitive structure) ผู้เรียนจะต้องมีประสบการณ์ และมีความคิดที่จะเชื่อมโยงหรือจัดกลุ่มสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ให้สัมพันธ์กับความรู้หรือสิ่งที่เรียนรู้เก่า ความตั้งใจของผู้เรียนและการที่ผู้เรียนมีความรู้คิดที่จะเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ให้มีความสัมพันธ์กับโครงสร้างพุทธิปัญญา (Cognitive Strueture) ที่อยู่ในความทรงจำแล้ว
โดยสรุป ทฤษฎีการเรียนรู้ของออซุเบลเป็นทฤษฎีพุทธิปัญญานิยม ที่เน้นความสำคัญของครู ว่าครูมีหน้าที่ที่จะจัดเรียบเรียงความรู้อย่างมีระบบ และสอนความคิดรวบยอดใหม่ที่นักเรียนจะต้องเรียนรู้ ซึ่งแตกต่างกับแนวคิดของพีอาเจต์และบรูนเนอร์ที่เน้นความสำคัญของผู้เรียน นอกจากนี้ทฤษฎีของออซุเบลเป็นทฤษฎีที่อธิบายการเรียนรู้อย่างมีความหมายเท่านั้น
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา (Social Cognitive Learning Theory)
เป็นทฤษฎีของศาสตราจารย์บันดูรา แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford) ประเทศสหรัฐอเมริกา บันดูรามีความเชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ส่วนมากเป็นการเรียนรู้โดยการสังเกตหรือการเลียนแบบ และเนื่องจากมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ (interact) กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวอยู่เสมอ
บันดูราอธิบายว่าการเรียนรู้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมในสังคม ซึ่งทั้งผู้เรียน และสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกันและกัน
ความคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา
บันดูรา ได้ให้ความสำคัญของการปฏิสัมพันธ์ของอินทรีย์และสิ่งแวดล้อม และถือว่าการเรียนรู้ก็เป็นผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม โดยผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกันและกัน บันดูราได้ถือว่าทั้งบุคคลที่ต้องการจะเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมเป็นสาเหตุของพฤติกรรมและได้อธิบายการปฏิสัมพันธ์ ดังนี้
บันดูรา ได้ให้ความแตกต่างของการเรียนรู้ (Learning) และการกระทำ (Performance) ว่าความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะคนอาจจะเรียนรู้อะไรหลายอย่างแต่ไม่กระทำ เป็นต้นว่า นิสิตและนักศึกษาทุกคนที่กำลังอ่านตำรานี้คงจะทราบว่า การโกงในการสอบนั้นมีพฤติกรรมอย่างไร แต่นิสิตนักศึกษาเพียงน้อยคนที่จะทำการโกงจริง ๆ บันดูราได้สรุปว่า
พฤติกรรมของมนุษย์อาจจะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท
2.1 พฤติกรรมสนองตอบที่เกิดจากการเรียนรู้ ผู้ซึ่งแสดงออก หรือ กระทำสม่ำเสมอ
2.2 พฤติกรรมที่เรียนรู้แต่ไม่เคยแสดงออกหรือกระทำ
2.3 พฤติกรรมที่ไม่เคยแสดงออกทางการกระทำ เพราะไม่เคยเรียนรู้จริง ๆ
บันดูรา ได้ให้ความแตกต่างของการเรียนรู้ (Learning) และการกระทำ (Performance) ว่าความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะคนอาจจะเรียนรู้อะไรหลายอย่างแต่ไม่กระทำ เป็นต้นว่า นิสิตและนักศึกษาทุกคนที่กำลังอ่านตำรานี้
คงจะทราบว่า การโกงในการสอบนั้นมีพฤติกรรมอย่างไร แต่นิสิตนักศึกษาเพียงน้อยคนที่จะทำการโกงจริง ๆ บันดูราได้สรุปว่า
พฤติกรรมของมนุษย์อาจจะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท
2.1 พฤติกรรมสนองตอบที่เกิดจากการเรียนรู้ ผู้ซึ่งแสดงออก หรือ กระทำสม่ำเสมอ
2.2 พฤติกรรมที่เรียนรู้แต่ไม่เคยแสดงออกหรือกระทำ
2.3 พฤติกรรมที่ไม่เคยแสดงออกทางการกระทำ เพราะไม่เคยเรียนรู้จริง ๆ
บันดูรา ไม่เชื่อว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจะคงตัวอยู่เสมอ ทั้งนี้เป็นเพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอและทั้งสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน ตัวอย่างเช่น เด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวก็คาดหวังว่าผู้อื่นจะแสดงพฤติกรรม ก้าวร้าวต่อตนด้วย ความคาดหวังนี้ก็ส่งเสริมให้เด็กแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว และผลพวงก็คือว่า เด็กอื่น (แม้ว่าจะไม่ก้าวร้าว) ก็จะแสดงพฤติกรรมตอบสนองแบบก้าวร้าวด้วย และเป็นเหตุให้เด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวยิ่งแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการย้ำความคาดหวังของตน บันดูราสรุปว่า “เด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว จะสร้างบรรยากาศก้าวร้าวรอบ ๆ ตัว จึงทำให้ เด็กอื่นที่มีพฤติกรรมอ่อนโยนไม่ก้าวร้าวแสดงพฤติกรรมตอบสนองก้าวร้าว เพราะเป็นการแสดงพฤติกรรมต่อสิ่งแวดล้อมที่ก้าวร้าว”
ทฤษฎีการเรียนรู้ ( Theory of Learning )
ตามที่เราให้ความหมายของการเรียนรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของอินทรีย์ที่ค่อนข้างถาวร แต่สิ่งที่เราควรศึกษาคือเรื่องของทฤษฎีการเรียนรู้ เพราะทฤษฎีเป็นคำอธิบายที่มีระบบแบบแผน ช่วยให้เกิดความเข้าใจและสามารถนำไปใช้ควบคุม หรือทำนายพฤติกรรมได้อีกด้วย เพราะทฤษฎีการเรียนรู้จะช่วยอธิบายถึงกระบวนการ วิธีการและเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ รวมทั้งอธิบายถึงสภาพสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อบุคคลอีกด้วย ซึ่งในที่นี้จะอธิบายโดยสังเขปคือ
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไข ( Conditioning Theory )
การเรียนรู้แบบนี้ คือ การที่บุคคลมีความสัมพันธ์ต่อการตอบสนองต่างๆ ของอินทรีย์กับสิ่งแวดล้อมภายนอกอื่นๆ ที่มีความเข้มพอที่จะเร้าความสนใจได้ซึ่งการเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวรซึ่งเป็นผลของประสบการณ์และการทำบ่อยๆ หรือการทำแบบฝึกหัดแสดงให้เห็นว่าเรามีความเข้าใจเบื้องต้นว่าบุคคลได้เรียนอะไรบางอย่างเมื่อพฤติกรรมของเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางใดทางหนึ่งนักจิตวิทยาเชื่อว่า เงื่อนไข ( Conditioning ) เป็นกระบวนการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน การวางเงื่อนไขมี 2 อย่างคือ การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค ( classical Conditioning ) และการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ ( operant Conditioning ) การเรียนรู้แบบวางเงื่อนไขนั้นแต่ละแบบเน้นตรงเงื่อนไขซึ่งจะทำให้เกิดการตอบสนองเฉพาะขึ้น ในการวางเงื่อนไขทั้งสองแบบสิ่งเร้าเฉพาะจะเป็นตัวกำหนดการตอบสนองหรือกำหนดพฤติกรรม
การเรียนรู้แบบวางเงื่อนไข เป็นการเรียนรู้ที่เกิดเนื่องมาจากการตอบสนองของอินทรีย์ที่มีต่อสิ่งเร้าตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไป โดยสิ่งเร้าหนึ่งเป็นสิ่งเร้าที่ไม่มีอิทธิพลทำให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการคือไม่สามารถดึงการตอบสนองออกมาได้ถ้าไม่มีเงื่อนไข เรียกว่า สิ่งเร้าที่ต้องการเงื่อนไขหรือสิ่งเร้าเทียม ส่วนอีกสิ่งเร้าหนึ่งเป็นสิ่งเร้าที่อินทรีย์พอใจสามารถดึงการตอบสนองออกมาได้เอง เรียกว่าสิ่งเร้าที่ไม่ต้องการวางเงื่อนไขหรือสิ่งเร้าแท้เหตุที่นำสิ่งเร้าที่อินทรีย์พอใจมาเข้าคู่กับสิ่งเร้าที่ไม่มีอิทธิพลทำให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการ ก็เพื่อให้สามารถดึงการตอบสนองที่ต้องการออกมาได้จนในที่สุดปฏิกิริยาตอบสนองนั้นค่อนข้างคงทนถาวร แม้จะนำสิ่งเร้าแท้หรือสิ่งเร้าที่เป็นเงื่อนไขออกไปแล้วปฏิกิริยาตอบสนองเช่นเดิมก็ยังมีอยู่เรียกว่า ได้เกิดการเรียนรู้แล้ว โดยจะอธิบายทฤษฎีการวางเงื่อนไขทั้งสองแบบคือ
การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค ( classical Conditioning )
การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค ( classical Conditioning ) ผู้คิดคือ อีวาน พาฟลอฟ ( Ivan Pavlov 1849-1936) นักสรีระวิทยาชาวรัสเซีย เขาทำการทดลองเกี่ยวกับต่อมน้ำลายและต่อมน้ำย่อยของสัตว์ เพื่อการศึกษาระบบย่อยอาหาร พาฟลอฟสังเกตว่าสัตว์จะเริ่มหลั่งน้ำลายเมื่อได้รับอาหาร ซึ่งพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นโดยปฏิกิริยาสะท้อนอัตโนมัติไม่จำเป็นต้องมีการเรียนรู้ เขายังสังเกตด้วยอีกว่าสัตว์เริ่มหลั่งน้ำลายทันที เมื่อเห็นผู้ทดลองที่เคยเป็นผู้ให้อาหารเข้ามาในห้องนั้น หรือเมื่อมีใครยกจานอาหารของสุนัข มันจะน้ำลายไหลเช่นกันราวกับว่ามันกำลังจะได้กินอาหารนั่นคือสิ่งเร้าที่สัมพันธ์ (associated) กับอาหารที่จะทำให้เกิดการตอบสนองได้เช่นกันกับตัวอาหารเอง ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้พาฟลอฟสนใจที่จะทำการทดลองเพื่ออธิบายเหตุผล เพราะเขาคิดว่าจะเป็นพื้นฐานของทฤษฎีเกี่ยวกับการทำงานของสมอง การทดลองของพาฟลอฟได้แสดงให้เห็นกฎเบื้องต้นของการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค
พาฟลอฟทำการทดลองกับสุนัขในห้องทดลอง ก่อนการทดลองเขาเจาะต่อมน้ำลายของสุนัขและต่อสายน้ำลายที่ใหลออกมาสู่หลอดแก้วสำหรับวัดปริมาตรน้ำลายขณะทำการทดลองเขานำสุนัขไปยืนไว้บนแท่นซึ่งมีที่ยึดตัวสุนัขเอาไว้ มีฉากกั้นเอาไว้เพื่อมิให้สุนัขมองเห็นตัวผู้ทดลองให้สิ่งเร้าใจแก่สุนัขและบรรณทึกพฤติกรรมอยู่ ก่อนการวางเงื่อนไขนั้นควรสังเกตสองประการคือ ประการแรก อาหารซึ่งให้แก่สุนัขเป็นสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดน้ำลายไหลการตอบสนองนี้เป็นไปโดยอัตโนมัติเนื่องจากการให้อาหารนี้ยังไม่ใด้มีการวางเงื่อนไขจึงเรียกว่าสิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไข (Unconditioned stimulus หรือucs)น้ำลายไหลตามปกติเมื่อได้รับอาหารเรียกว่าการตอบสนองที่ไม่ได้วางเงื่อนไข (Unconditioned response หรือ ucr)ประการที่สองสิ่งเร้าอื่นๆซึ่งแต่เดิมเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำให้สุนัขตอบสนองด้วยการน้ำลายใหลมาก่อน เช่น เสียงกระดิ่ง แสงไฟเป็นต้น สิ่งเร้าประเภทนี้เรียกว่า สิ่งเร้ากลาง(neutral stimulus)
การทดลองข้างต้นต่อไปจะเป็นขั้นตอนวางเงื่อนไขซึ่งใช้เวลา2-3วันในระยะการให้เงื่อนไขนั้น ผู้ทดลองเปิดเสียงกระดิ่งให้ดังขึ้นต่อจากนั้นอีกครึ่งวินาที อาหารจะถูกส่งไปยังที่ใกล้ปากสุนัขโดยอัตโนมัติ ทำให้สุนัขน้ำลายไหล โดยปรกติแล้วสุนัขจะไม่เคยน้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งมาก่อนหลังจากให้สิ่งร้าใจเป็นเสียงกระดิ่งตามด้วยอาหารควบคู่กัน เช่นนี้ประมาณ30ครั้ง ต่อมาเมื่อมีเสียงกระดิ่งสุนัขจะน้ำลายไหลออกมาได้ เสียงกระดิ่งที่ทำให้สุนัขน้ำลายไหลนี้เรียกว่า สิ่งเร้าวางเงื่อนไข (conditioned stimulus หรือ cs) และการตอบสนองต่อเสียงกระดิ่งด้วยน้ำลายไหลเป็นการตอบสนองที่วางเงื่อนไข(conditioned response หรือ CR) การที่สุนัขน้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งนั้น แสดงว่าสุนัขได้เกิดการเรียนรู้ความสัมพันธ์ของสิ่งเร้าที่ควบคู่กันจนกระทั่งตอบสนองต่อเสียงกระดิ่งด้วยพฤติกรรมเดียวกันกับการตอบสนองต่ออาหาร การตอบสนองนี้เป็นปฏิกิริยาระดับสรีระเท่านั้นมิได้เกี่ยวกับการคิดลำดับขั้นตอนของการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค
ก่อนการวางเงื่อนไข
UCS (อาหาร ) UCR ( น้ำลายไหล )
สิ่งเร้ากลาง ( กระดิ่ง ) น้ำลายไหล
สิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไข ( UCS ) ทำให้เกิดการตอบสนองที่ไม่ได้วางเงื่อนไข ( UCR )
UCS (อาหาร )
สิ่งเร้ากลาง ( กระดิ่ง ) UCR ( น้ำลายไหล )
การให้สิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไขควบคู่กับสิ่งเร้ากลาง
สิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไขยังคงทำให้เกิดการตอบสนองที่ไม่ได้วางเงื่อนไขอยู่ต่อไป
CS ( กระดิ่ง ) CR ( น้ำลายไหล )
สิ่งเร้ากลางกลายมาเป็นสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข ( CS ) และสามารถกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองที่วางเงื่อนไข ( CR ) ได้
ตัวอย่างการทดลองเกี่ยวกับการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคอีกอันหนึ่งคือ การทดลองเรื่องการกระพริบตาเมื่อเปาลมไปที่ลูกตาก็จะเกิดการกระพริบตา การตอบสนองนี้เป็นปฏิกิริยาสะท้อนที่ไม่ได้วางเงื่อนไข ( unconditioned reflex )ซึ่งการตอบสนองนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์และไม่ใช่พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ในสภาพการทดลอง ผู้ทดลองได้ให้สัญญาณเป็นเสียงกริ๊งล่วงหน้าก่อนการเป่าลมไปถูกลูกนัยน์ตาครึ่งวินาที ผู้ทดลองทำเช่นนี้ซ้ำๆ ต่อเนื่องกันระยะหนึ่งการเป่าลมไปยังลูกนัยน์ตาเป็นสิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไขส่วนเสียงกริ๊งเป็นสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข เมื่อผู้ได้รับการทดลองกระพริบตาเมื่อได้ยินแต่เพียงเสียงกริ๊ง การกระพริบตาหรือการตอบสนองประเภทนี้เป็นการตอบสนองที่ได้มีการวางเงื่อนไข
ในการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นมีหลายอย่างที่เราเรียนรู้การตอบสนองต่อสิ่งเร้า โดยการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค การเรียนรู้ทางอารมณ์ความรู้สึกและเจตคติส่วนใหญ่จะเกิดจากการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค เราจะเห็นตัวอย่างได้จากการโฆษณาสินค้า การสร้างและการเปลี่ยนเจตคติเรื่องต่างๆ ของคนในสังคมเช่นโฆษณาเมาไม่ขับ เป็นต้น
กฎของการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค
ถ้าต้องการทำให้การตอบสนองเงื่อนไขยังคงมีต่อไปก็จำเป็นจะต้องนำสิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่อนไขมาควบคู่กับสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขซ้ำอีก การให้สิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไขควบคู่กับสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขจะเสริมแรงความสัมพันธ์ของสิ่งเร้าทั้งสอง ถ้าหากให้แต่สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยปรารถจากสิ่งเร้าใจที่ไม่วางเงื่อนไขการตอบสนองจะอ่อนลง และจะเกิดขึ้นน้อยลงเมื่อฟาลลอฟสั่นกระดิ่ง ( สิ่งเร้าใจที่วางเงื่อนไข ) ซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่ให้อาหารแก่สุนัข ( สิ่งเร้าใจที่ไม่ได้วางเงื่อนไข ) น้ำลายของสุนัขจะมีปริมาณน้อยลงๆ การลดลงของการตอบสนองที่เรียนรู้แล้วนักจิตวิทยา เรียกว่า การลดภาวะ ( extinction )
การลดภาวะ ( extinction ) นั้นความเข้มและอัตราความถี่ของการตอบสนองจะค่อยลดลงและจางลงไป อย่างไรก็ตามการหมดไปนี้มิใช่หมดสูญหายโดยสิ้นเชิง การตอบสนองที่เคยเรียนรู้แล้วนี้จะฟื้นกลับคืนมาได้อีก ปรากฏการนี้เรียกว่า การฟื้นกลับโดยพละการ นอกจากนี้ยังมีกฎอีกสอง
ข้อที่เกี่ยวกับการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค คือ การแผ่ขยาย ( generalization ) และการจำแนกความแตกต่าง ( discrimination ) การแพร่ขยายหมายถึง การที่ผู้เรียนเมื่อพบกับสิ่งเร้าใจใหม่จะมีการตอบสนองเหมือนกันกับสิ่งเร้าเดิมที่เคยเรียนมาแล้ว การแผ่ขยายจะยิ่งมีมากถ้าสิ่งเร้าใหม่นั้นยิ่งมีความเหมือนกับสิ่งเร้าเดิมที่เคยเรียนรู้แล้วมนุษย์มีความแผ่ขยาย ความคิดทางสังคมอารมณ์ และทางความรู้สึก ฯลฯ บางครั้งการแผ่ขยายอาจจะมีมากจนเกินความเป็นจริงก็ได้ ( overgeneralization ) การจำแนกความแตกต่างหมายถึง การที่ผู้เรียนตอบสนองต่อสิ่งเร้าใจสองสิ่งหรือหลายสิ่งแตกต่างกัน เช่น เรียนรู้จากความแตกต่างของเครื่องหมายบวก และเครื่องหมายลบเมื่อเรียนรู้จำแนกความแตกต่างได้มากขึ้น สิ่งเร้าที่มีความแตกต่างในสิ่งแวดล้อมก็ยิ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมตอบสนองของเรามากขึ้นการจำแนกความความแตกต่างนั้นอาจมีมากเกินความจริง ( overdiscrimination ) ได้เช่นเดียวกันกับการแผ่ขยายมากเกินไปการแผ่ขยาย และการจำแนกความแตกต่างนั้นเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันขณะที่ผู้เรียนตอบสนองต่อสิ่งเร้าหนึ่ง เหตุการณ์หนึ่งหรือสิ่งเร้า หรือเหตุการณ์หลายๆอย่าง
วางเงื่อนไขแบบการกระทำ ( operant Conditioning )
การตอบสนองในแบบของการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคนั้นเป็นไปโดยเจ้าตัวควบคุมการตอบสนองโดยตรงไม่ได้ส่วนการตอบสนองในแบบการวางเงื่อนไขนั้น เราสามารถควบคุมการกระทำของตนเองได้ เราทำอะไรหลายอย่างเพราะเรารู้สึกว่าการกระทำนั้นจะให้ผลดีต่อเราและเราทำอะไรหลายอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงประสบการณ์ที่ไม่ดี เราสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของเราได้เมื่อเราได้รับผลดีจากการกระทำ หรือเมื่อกระทำแล้วเราถูกลงโทษการเรียนรู้ทางการวางเงื่อนไขแบบการกระทำอาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า instrumental learning การตอบสนองต่อเงื่อนไขแบบนี้เราต้องมีการกระทำ ( operate ) ต่อสิ่งแวดล้อม กฎของการวางเงื่อนไขแบบการกระทำจะอธิบายถึงการปรับพฤติกรรม ( shaping behavior ) และการปรับพฤติกรรม (behavior modification ) โดยการใช้ผลของการกระทำที่จะได้รับการเสริมแรงหรือได้รับการลงโทษตามมา
ก่อนการทดลองการวางเงื่อนไขแบบการกระทำเราต้องแน่ใจก่อนว่าผู้เรียนมีความสามารถเบื้องต้นในการตอบสนองอย่างจำเพาะได้ก่อน เช่น หนูกดคานได้ นกพิราบจิกได้ เด็กยกมือขึ้นได้เป็นต้น ต่อจากนั้นจึงจะนำมาให้เงื่อนไขเพื่อให้การตอบสนองจำเพาะนั้นเพิ่มความเข้มข้นขึ้นหรือเพิ่มอัตราความถี่ในการกระทำยิ่งขึ้น
สกินเนอร์ ( B.F. Skinner ) ได้ทดลองเอาหนูไปใส่ในกรงทดลองเรียกว่า Skinner box กล่องนี้เป็นกล่องที่ปิดมิดชิดเสียงรอดออกไม่ได้ภายในมีคานอันเล็กๆและถ้วยใส่อาหาร สิ่งที่ผู้ทดลองต้องการให้หนูที่ถูกใส่ลงไปก็คือ กดคานเพื่อที่จะได้รับอาหาร ในตอนแรกที่หนูถูกนำไปใส่กล่องมันจะแสดงการตอบสนองหลายอย่างที่ไม่เกี่ยวกับการกดคาน เช่น วิ่งไปรอบๆ กล่อง พยายามปีนผนังห้อง หรือเกาตัวเอง เป็นต้น ในที่สุดหนูก็กดคานโดยบังเอิญ ผลที่ตามมาคือมีอาหารเม็ดเล็กๆ ตกลงมาในถ้วยอย่างอัตโนมัติ หนูได้รับเม็ดอาหารเป็นรางวัลหลังจากนั้นหนูกดคานอีกและได้รับอาหารอีกต่อเนื่องกันไป หนูมีความสามารถในการกดคานได้เร็วขึ้นและถี่ยิ่งขึ้นการตอบสนองที่ไม่เกี่ยวข้องหายไป
เงื่อนไขที่จำเป็นในการวางเงื่อนไขแบบการกระทำมีปัจจัยสำคัญ 3 เรื่องคือ
1. การเสริมแรง (Reinforcement )
2. ความต่อเนื่อง ( Contiguity )
3. การฝึกหัด ( Practice )
การแผ่ขยายและการจำแนกอำนาจความแตกต่างระหว่างสิ่งเร้าต่างๆ ดังที่ได้กล่าวไว้ในเรื่องการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคนั้นมีควมสำคัญต่อการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบการกระทำเช่นกัน โดนเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้จักการจำแนกอำนาจความแตกต่างของสิ่งเร้านั้นสำคัยมากต่อการตอบสนองต่อเงื่อนไขแบบการกระทำ
ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการเสริมแรง ( The concept of reinforcement ) ในการพิจารณาการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคเราใช้คำว่า การเสริมแรง ในความหมายของการใช้สิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไขควบคู่กับการให้สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข ส่วนในการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ การเสริมแรงการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง เช่น การให้อาหารหรือน้ำ หลังจากการกระทำที่พึงปรารถนา แม้ว่าการเสริมแรงแตกต่างกันในสถานการณ์ดังกล่าว ผลที่เกิดขึ้นในทั้งสองกรณี ( ในการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคและการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ ) ก็คือ การเพิ่มความเป็นไปได้ของการตอบสนอง ดังนั้นแรงเสริมจึงเป็นเหตุการณ์ใดๆ ที่สามารถเพิ่มความน่าจะเป็นของการตอบสนองดังจะได้อธิบายทฤษฎีแรงเสริมต่อไป
ความแตกต่างระหว่างการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคกับการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคนั้นเป็นการตอบสนองของอินทรีย์เกิดขึ้นโดยมิได้อยู่ภายใต้การควบคุมของอินทรีย์ การตอบสนองเกิดขึ้นเพราะถูกสิ่งเร้าไปดึง ( elicit ) ออกมา เช่นการที่น้ำลายไหลของสุนัข เป็นการใช้สิ่งแวดล้อมในรูปของสิ่งเร้าต่างๆที่นำมาเป็นตัวกระทำต่ออินทรีย์ ส่วนการวางเงื่อนไขแบบการกระทำเป็นการตอบสนองของอินทรีย์ที่เกิดขึ้นโดยที่การตอบสนองเกิดขึ้นเพราะอินทรีย์เป็นผู้สั่ง ( emit ) ออกมาและไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งเร้าโดยตรง เช่นการกดคานของหนู หรือการจิกแผ่นสีของนกพิราบ อาจกล่าวได้ว่า อินทรีย์เป็นผู้แสดงอาการกระทำต่อสิ่งแวดล้อม
ในแง่ของการเรียนรู้ การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคนั้นเป็นการเรียนรู้ที่เกิดโดยไม่ได้อยู่ใต้การควบคุมของจิตใจ เช่นน้ำลายของสุนัขไหลเป็นไปโดยอยู่นอกบังคับของจิตใจ ส่วนการเรียนรู้แบบการวางเงื่อนไขแบบการกระทำนั้น เป็นการเรียนรู้ที่อินทรีย์กระทำไปโดยจงใจ คืออยู่ใต้บังคับของจิตใจ เช่นการกดคานของหนู เมื่อหนูได้อาหารหนูก็เลือกพฤติกรรมกดคานเมื่อรู้สึกหิวดังนั้นการกดคานจึงอยู้ภายใต้บังคับของจิตใจ
ทฤษฎีสิ่งเสริมแรง (Reinforcement Theory )
เบอร์ฮัส เฟดเดอริค สกินเนอร์ (Burrhus Federick Skinner) นักจิตวิทยาพัฒนาทฤษฎีสิ่งเสรีมแรงเรียกว่า สิ่งเสริมแรงทางบวก(Positive Reinforcement) ใช้หลักการจูงใจแต่ละบุคคลให้ทำงานได้อย่างเหมาะสม โดยชการออกแบบและจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีบรรยากาศน่าทำงาน ในการยกย่องชมเชยบุคคลที่มีประสิทธิภาพในการทำงานดี และใช้การลงโทษซึ่งทำให้เกิดผลลบแก่บุคคลที่มีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำมาก
สกินเนอร์ได้ทำการจูงใจในขั้นที่สูงกว่าให้การยกย่องชมเชยแก่พนักงานที่ทำงานมีประสิทธิภาพดี โดยจัดให้มีการวิเคราะห์สภาพการทำงาน เพื่อหาสาเหตุว่าทำไมพนักงานจึงต้องทำงานเหมือนอย่างเดิมที่เคยทำอยู่ สกินเนอร์เป็นผู้เริ่มให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานโดยให้พนักงานแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นในหน่วยงานและอุปสรรคที่มาขัดขวางในการทำงาน มีการจัดตั่งเป้าหมายในการทำงานขึ้น โดยเฉพาะให้มีการร่วมมือของพนักงาน มีการช่วยแหลือพนักงานในการทำงานมีการจัดให้มีการรายงานผลป้อนข้อมูลส่งกลับแบบธรรมดาอย่างรวดเร็วฉับพลัน ทำให้ประสิทธิภาพการทำงาน ถึงแม้ว่าบางครั้งการทำงานจะไม่ได้ประสิทธิภาพในการทำงานตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ มีหลายอย่างที่จะช่วยเหลือพนักงานทำงานได้ การจูงใจที่ทำงานดีก็มีคำยกย่องชมเชย และพบว่าจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทอย่างมากถ้าสามารถจูงใจให้พนยักงานให้ความร่วมมือในการทำหน้าที่ให้ข่าวสารอย่างสมบูรณ์เกี่ยวกับปัญหาที่ของบริษัท โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวพนักงาน
เทคนิคการทำงานที่มีชื่อเสียงเกือบทั้งหมดจะเป็นแบบง่ายสำหรับการทำงาน นักวิทยาศาสตร์ทางด้านพฤติกรรมและผู้จัดการเป็นจำนวนมากต่างมีความสงสัยในเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน แต่มีบริษัทที่มีชื่อเสียงในการทำงานค้นพบว่า การจูงใจพนักงานให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพต้องใช้แนวทางการให้ผลประโยชน์ตอบแทน
แนวทางการจูงใจของสกินเนอร์ที่ใช้ได้ผล ต้องมีการจัดการที่ดี เน้นการขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางประสิทธิภาพการทำงาน ควบคุมการทำงานโดยผ่านกระบวนการรายงานผลป้อนข้อมูลข่าวสารส่งกลับ และขยายการติดต่อสื่อสารให้ทั่วถึงกับพนักงานทุกคน
สิ่งเสริมแรงและการลงโทษ(Reintorcement and Punishment)
การให้รางวัลและการให้โทษในหน่วยงาน องค์การเป็นที่ทราบกันดีว่า มีผลกระทบต่อพฤติกรรมของบุคคล ถ้าเราต้องการให้บุคคลทำงานในแนวทางที่เหมาะสม เราก็ควรจูงใจบุคคลเหล่านั้นโดยการให้สิ่งเสริมแรงเอให้เขาทำงานให้ตามที่เราต้องการ จากผลการศึกษาเป็นจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า การผู้บริหารมีการใช้วิธีการให้รางวัลและการให้โทษ ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน และความพอใจในการทำงานในกลุ่มบุคคล ผู้ร่วมงาน การให้รางวัลอย่างเหมาะสมคือ ให้รางวัลแก่ผู้ทำงานที่มีผลงานดี และไม่ให้รางวัลแก่บุคคลที่ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารที่ไม่รู้จักให้รางวัลอย่างเหมาะสมจะทำให้บุคคลที่ทำงานเกิดความรู้สึกไม่พอใจว่า ไม่ได้รับความยุติธรรม ทำให้ผลผลิตมีแนวโน้มลดลง และทำให้กลุ่มของผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความรู้สึกไม่พอใจมากขึ้น ดังนั้นการรู้จักใช้การให้รางวัลอย่างเหมาะสมจะช่วยทำให้เกิดความพอใจในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
สิ่งล่อใจ (Incentives )
สิ่งล่อใจ จัดว่าเป็นการจูงใจโดยการให้รางวัล นับว่ามีความสำคัญต่อการกระตุ้นพฤติกรรมสเปนซ์(Spence) เชื่อว่า สิ่งล่อใจของทฤษฏีการจูงใจประกอบด้วย ลัทธิพฤติกรรมและแนวทางความเข้าใจตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า พฤติกรรมเป็นสิ่งชี้นำไปสู่จุดหมายปลายทางและบุคคลนั้นก็มีความพยายามที่จะทำให้ได้รับประเภทสิ่งล่อใจทางบวก(สิ่งที่ปรารถนา) และพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งล่อใจทางลบ(สิ่งที่ไม่ปรารถนา)
ประเภทของสิ่งล่อใจ (Types of Incentives)
สิ่งล่อใจอาจจัดแบ่งเป็น 5 ประเภทคือ
ประเภทที่ 1 สิ่งล่อใจปฐมภูมิ(Primary Incentives) เป็นสิ่งล่อใจที่สามารถทำให้เกิดความพึงพอใจในด้านความต้องการทางด้านสรีระ เพื่อความมีชีวิตอยู่รอด ได้แก่ ปัจจัย 5 คือ อาหาร,เสื้อผ้า,ที่อยู่อาศัย,ยารักษาโรคและความต้องการทางเพศ
ประเภทที่ 2 สิ่งล่อใจทุติยภูมิ(Secondary Incentives) เป็นสิ่งล่อใจที่ทำให้เกิดประสบการณ์แปลกใหม่ และมีการเร้าใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหน้าที่การทำงานที่ตรงกับความสนใจ ความถนัด ท้าทายความสามารถหรือเป็นงานใหม่ที่ลดความจำเจซ้ำซาก ที่ทำให้เกิดความหน้าเบื่อหน่ายต่อผู้ปฏิบัติงานหรือเป็นงานที่มีการแข่งขันใช้ความรู้ความสามารถ ซึ่งตรงกับลักษณะที่เป็นบุคคลที่มีความกระตือรือร้น มีความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจการทำงานอย่างจริงจัง
ประเภทที่ 3 สิ่งล่อใจทางสังคม (Social Incentives) เป็นสิ่งล่อใจที่เกี่ยวกับการให้การยอมรับยกย่องนับถือ ให้ความไว้วางใจ ให้ความเชื่อถือ ให้อิสรภาพและการแสดงความคิดเห็นเสนอแนะที่ดีในการทำงาน โดยกระทำให้เป็นที่ปรากฏและรู้จักแก่เพื่อนร่วมงาน ผู้บริหารงาน และบุคคลที่เรายอมรับและนับถือนี้ เป็นบุคคลที่มีผลงานดีเด่น มีความประพฤติเป็นตัวอย่างที่ดีได้จะทำให้ผู้ร่วมงานดีมีความรู้สึกว่าตนสำคัญต่อหน่วยงาน และจะมีกำลังในการทำงานเพิ่มมากขึ้น
ประเภทที่ 4 สิ่งล่อใจที่เป็นเงิน (Monetary Incentives) สิ่งล่อใจที่เป็นเงินเป็นการให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่บุคคลที่ทำงานมีผลงานดีหรือผลผลิตพิ่มขึ้น หรือมีผลกำไรเพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นสิ่งล่อใจให้บุคคลที่ทำงานดีอยู่แล้ว หรือบุคคลที่ทำงานยังไม่ถึงเกณฑ์ระดับดีได้มีของขวัญและกำลังใจเพิ่มขึ้นที่จะอุทิศทั้งสติปัญญา พลังร่างกายให้แก่การทำงานอย่างเต็มที่
สิ่งล่อใจที่เป็นเงิน ได้แก่ ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา สวัสดิการ โบนัส และรางวัลเป็นต้น สิ่งล่อใจที่เป็นเงินนี้มีอิทธิพลต่อบุคคลที่ทำงาน ถ้าได้รับการเอาใจใส่ดูแลจากผู้บริหารก็สามารถจัดเป็นผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้สึกว่าผู้บริหารมีความยุติธรรมในการบริหารงานและจะทำให้เกิดความพอใจที่จะทำงานให้มีผลงานหรือผลผลิตและกำไรเพิ่มมากขึ้น เป็นสัดส่วนโดยตรงกับผลประโยชน์ตอบแทนที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับ
ประเภทที่ 5 สิ่งล่อใจที่เป็นกิจกรรม(Activity Incentives) เป็นสิ่งล่อใจที่เกี่ยวกับกิจกรรมทำงานตามตำแหน่งหน้าที่ ผู้บริหารงานมีหน้าที่จะต้องจัดการให้ผู้ทำงานได้ทำงานตรงกับความรู้ความสามารถ ความสนใจ ความถนัด เพื่อเป็นการจูงใจในการทำงาน ผู้บริหารงานสามารถจัดให้มีการแข่งขันในการทำงาน โดยกำหนดเป้าหมายเป็นจำนวนผลงานหรือผลผลิตภายในเวลาเท่าใดและกำหนดการให้รางวัลแก่ผู้ทำงานที่สามารถทำงานได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ วิธีดังกล่าวนี้จะเป็นการจูงใจผู้ทำงานเกิดความรู้สึกอยากจะทำงานให้มีผลงานหรือผลผลิตเพิ่มขึ้น
สิ่งล่อใจที่เป็นกิจกรรมนี้ เราจะเห็นได้จากบริษัทประกันชีวิต ถ้าพนักงานขายประกันชีวิตทำการขายประกันชีวิตในรอบปีได้จำนวนเงินยอดขายถึงเป้าหมายหรือเกินกว่าเป้าหมายที่ทางบริษัทประกันชีวิตได้กำหนดไว้ พนักงานผู้นั้นก็จะได้รับรางวัลเป็นรายการเดินทางไปดูงานรอบโลกหรือเดินทางไปดูรอบทวีปยุโรป หรือรอบทวีปเอเชีย การจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นการส่งเสริมพนักงานขายประกันชีวิตได้มีขวัญและกำลังใจในการขายกรมธรรม์ประกันชีวิตได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีและสร้างความมั่นคงให้แก่กิจการของบริษัทประกันชีวิตอีกด้วย
เทคโนโลยีการศึกษา
ความหมาย "เทคโนโลยีทางการศึกษา"
เทคโนโลยีทางการศึกษา
1. เทคโนโลยีทางการศึกษา เทคโนโลยีทางการศึกษา (Educational Technology) ตามรูปศัพท์ เทคโน (วิธีการ) + โลยี(วิทยา) หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการทางการศึกษา ครอบคลุมระบบการนำวิธีการ มาปรับปรุงประสิทธิภาพของการศึกษาให้สูงขึ้นเทคโนโลยีทางการศึกษาครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ประการ คือ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ (boonpan edt01.htm) สภาเทคโนโลยีทางการศึกษานานาชาติ ได้ให้คำจำกัดความของ เทคโนโลยีทางการศึกษา ว่าเป็นการพัฒนาและประยุกต์ระบบเทคนิคและอุปกรณ์ ให้สามารถนำมาใช้ในสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้ของคนให้ดียิ่งขึ้น (boonpan edt01.htm)ดร.เปรื่อง กุมุท ได้กล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาว่า เป็นการขยายขอบข่ายของการใช้สื่อการสอน ให้กว้างขวางขึ้นทั้งในด้านบุคคล วัสดุเครื่องมือ สถานที่ และกิจกรรมต่างๆในกระบวนการเรียนการสอน (boonpan edt01.htm) Edgar Dale กล่าวว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา ไม่ใช่เครื่องมือ แต่เป็นแผนการหรือวิธีการทำงานอย่างเป็นระบบ ให้บรรลุผลตามแผนการ (boonpan edt01.htm) นอกจากนี้เทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นการขยายแนวคิดเกี่ยวกับโสตทัศนศึกษา ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากโสตทัศนศึกษาหมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับการใช้ตาดูหูฟัง ดังนั้นอุปกรณ์ในสมัยก่อนมักเน้นการใช้ประสาทสัมผัส ด้านการฟังและการดูเป็นหลัก จึงใช้คำว่าโสตทัศนอุปกรณ์ เทคโนโลยีทางการศึกษา มีความหมายที่กว้างกว่า
2. เทคโนโลยีทางการศึกษา(Educational Technology) เทคโนโลยีทางการศึกษา หมายถึงการนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตรมาประยุกต์ในการเทคโนโลยีทางการศึกษา (Educational Technology) ตามรูปศัพท์ เทคโน (วิธีการ) + โลยี(วิทยา) หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการทางการศึกษา ครอบคลุมระบบการนำวิธีการ มาปรับปรุงประสิทธิภาพของการศึกษาให้สูงขึ้นเทคโนโลยีทางการศึกษาครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ประการ คือ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ (boonpan edt01.htm) สภาเทคโนโลยีทางการศึกษานานาชาติ ได้ให้คำจำกัดความของ เทคโนโลยีทางการศึกษา ว่าเป็นการพัฒนาและประยุกต์ระบบเทคนิคและอุปกรณ์ ให้สามารถนำมาใช้ในสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้ของคนให้ดียิ่งขึ้น (boonpan edt01.htm)ดร.เปรื่อง กุมุท ได้กล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาว่า เป็นการขยายขอบข่ายของการใช้สื่อการสอน ให้กว้างขวางขึ้นทั้งในด้านบุคคล วัสดุเครื่องมือ สถานที่ และกิจกรรมต่างๆในกระบวนการเรียนการสอน (boonpan edt01.htm) Edgar Dale กล่าวว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา ไม่ใช่เครื่องมือ แต่เป็นแผนการหรือวิธีการทำงานอย่างเป็นระบบ ให้บรรลุผลตามแผนการ (boonpan edt01.htm) นอกจากนี้เทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นการขยายแนวคิดเกี่ยวกับโสตทัศนศึกษา ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากโสตทัศนศึกษาหมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับการใช้ตาดูหูฟัง ดังนั้นอุปกรณ์ในสมัยก่อนมักเน้นการใช้ประสาทสัมผัส ด้านการฟังและการดูเป็นหลัก จึงใช้คำว่าโสตทัศนอุปกรณ์ เทคโนโลยีทางการศึกษา มีความหมายที่กว้างแก้ปัญหาการศึกษา การศึกษา หมายถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อันเนื่องมาจาก ประสบการณ์และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ต้องเป็นที่ยอมรับของสังคม ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษาที่ใช้กันทั่ว ๆ ไป หมายถึงการระดมสรรพความรู้ที่มีเหตุผล (พิสูจน์ได้)มาประยุกต์ให้เป็นระบบที่ดีสามารถนำไปใช้ในสถานการณ์จริงเพื่อแก้ใขปัญหาให้บรรลุจุดมุ่งหมาย (เป้าประสงค์) ของการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยการใช้ทรัพยากร อย่างประหยัด อันที่จริง แก่นแท้ของเทคโนโลยีการศึกษา ก็คือ วิธีการแก้ปัญหาให้แก่การศึกษาด้วยการคิดไตร่ตรองหาทางปรับปรุงเกี่ยวกับการเรียนการสอน ด้วยการตั้งข้อสงสัย และทำไปอย่างเป็นระบบ ก่อนหน้าที่จะมีการกล่าวถึงเทคโนโลยีทางการศึกษา เราคุ้นเคยอยู่กับ โสตทัศนศึกษากันแล้ว แม้กระทั่งเดี่ยวนี้ คนก็ยังคิดว่า โสตทัศศึกษา ก็คือ เทคโนโลยีทางการศึกษา และเทคโนโลยีทางการศึกษา ก็คือ โสตทัศนศึกษา ที่คิดอย่างนั้น ก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง โดยเฉพาะความคิดแรก แต่มันมีความถูกต้องไม่มากนักหรือเกือบผิด ก็ว่าได้ ความคิดหลังนั้น ถูกตรงที่ โสตทัศนศึกษาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีทางการศึกษาเท่านั้น
3. ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา มีอยู่หลายทัศนะ องค์กรร่วมสาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา ประเทศอังกฤษ (Council for Educational Technology for the United Kingdom - CET) อธิบายว่า "เทคโนโลยีทางการศึกษาหมายถึงการพัฒนาการนำไปใช้และการประเมินระบบ วิธีการดำเนินงาน และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อทำให้การเรียนรู้ของคนเราให้ดีขึ้น" ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ให้ความหมายว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการทางการศึกษา ครอบคลุมระบบการนำวิธีการ มาปรับปรุงประสิทธิภาพของการศึกษาให้สูงขึ้น โดยครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ประการ คือ วัสดุ อุปกรณ์หรือเครื่องมือ วิธีการดร. เปรื่อง กุมุท ได้กล่าวถึงทางการศึกษา ไม่ใช่เครื่องมือ แต่เป็นแผนการหรือวิธีการทำงานอย่างเป็นระบบ ให้บรรลุผลตามแผนการ ศูนย์บทเรียนโปรแกรมแห่งชาติ ประเทศอังกฤษ (National Centre for Programmed Learning , UK) อธิบายว่า "เทคโนโลยีทางการศึกษาคือ การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับเรื่องการเรียนรู้ และเงื่อนไขของการเรียนรู้ มาใช้เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการสอนและการฝึกอบรม แต่ถ้าหากปราศจากหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้ว เทคโนโลยีทางการศึกษาจะแสวงหาวิธีดำเนินการโดยการทดลองเพื่อเสริมสร้างสถานภาพองการเรียนรู้ให้ดีขึ้น" คณะกรรมาธิการสาขาเทคโนโลยีการสอน ประเทศสหรัฐอเมริกา (The Commission on Instructional Technology . USA) ได้อธิบายว่า "เทคโนโลยีทางการศึกษาคือการนำแนวความคิดที่เป็นระบบไปใช้ในการออกแบบ ดำเนินการ และประเมินกระบวนการเรียนการสอนทั้งกระบวนการในรูปของวัตถุประสงค์เฉพาะ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากผลการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้และการสื่อความหมายของมนุษย์เรา อีกทั้งนำเอาทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรอื่น ๆ มาผสมผสานกัน ทั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพของการเรียนรู้ที่สูงยิ่งขึ้น" Edgar Dale กล่าวว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา ไม่ใช่เครื่องมือ แต่เป็นแผนการหรือวิธีการทำงานอย่างเป็นระบบ ให้บรรลุตามแผนการครรซิต มาลัยวงษ์ กล่าวว่า "การใช้เทคโนโลยีสำหรับผู้ที่อยู่ในวงการศึกษา ก็คงจะเรียกว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา ส่วนผู้ที่อยู่ในวงการธุรกิจและอุตสาหกรรม อาจเรียกว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมองว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา และเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นการใช้เทคโนโลยีลักษณะเดียวกัน แต่มีจุดมุ่งหมายแตกต่างกัน" ชัยยงค์ (2523) อธิบายถึง เทคโนโลยีทางการศึกษาไว้อย่างละเอียดว่า "เทคโนโลยีเป็นระบบการประยุกต์ผลิตกรรมทางวิทยาศาสตร์ (วัสดุ) และผลิตกรรมของวิศวกรรม (อุปกรณ์) โดยยึดหลักทางพฤติกรรมศาสตร์ (วิธีการ) มาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาทั้งในด้านบริหารด้านวิชาการ และด้านบริการ" หรืออีกนัยหนึ่ง เทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นระบบการนำวัสดุ อุปกรณ์และวิธีการมาใช้ในการปรับปรุงระบบการศึกษาเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น วัสดุ (Material) หมายถึงผลิตกรรมทางวิทยาศาสตร์ สิ่งที่มีการผุผังสิ้นเปลืองได้ง่าย เช่น ชอร์ค ดินสอ ฟิล์ม กระดาษ ส่วนอุปกรณ์ (Equipment) หมายถึงผลิตกรรมทางวิศวกรรมที่เป็นเครื่องมือค่าง ๆ เช่น โต๊ะกระดานดำ เก้าอี้ เครื่องฉาย เครื่องเสียง เครื่องรับโทรทัศน์ ฯลฯ และวิธีการ (Technique) หมายถึงระบบ กระบวนการ กิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องคำนึงถึงหลักจิตวิทยา หลักสังคมวิทยา ภาษา ฯลฯ ที่นำมาใช้ในการศึกษา เช่น การสาธิต ทดลอง กลุ่มสัมพันธ์ เป็นต้น
4. ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษา เทคโนโลยีทางการศึกษา มีความหมายกว้างขวางพอๆ กับความหมายของคำว่า “การศึกษา” เทคโนโลยีทางการศึกษาเป็นการแก้ปัญหาทางการศึกษาอย่างมีหลักการและเหตุผล เป็นแนวคิดที่มีระบบเกี่ยวกับการเรียนการสอน เทคโนโลยี (Technology) คำว่า Technology มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ tech หมายถึง art ในภาษาอังกฤษ และคำว่า logos หมายถึง A study of ดังนั้น Technology จึงหมายถึง A study of art เทคโนโลยี มิใช่เฉพาะเครื่องจักร กับคนเท่านั้น แต่เป็นการจัดระเบียบที่บูรณาการ และมีความซับซ้อน อันประกอบด้วย คน เครื่องจักร ความคิด วิธีการ และการจัดการ Carter V.good กล่าวว่า เทคโนโลยี หมายถึงการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ในสาขาวิชาต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ดร.ก่อ สวัสดิพาณิชย์ ให้ความหมายเทคโนโลยีว่า หมายถึงการนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงานอย่างเป็นระบบ จึงอาจกล่าวได้ว่า เป็น วิทยาศาสตร์ประยุกต์ นั่นเอง ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต ให้คำจำกัดความว่า เทคโนโลยี หมายถึงการนำเอาวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคม กล่าวโดยสรุป เทคโนโลยี หมายถึง การนำเอาระเบียบ วิธีการ อันเป็นผลิตผลของวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ แก่งานด้านต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การศึกษา (Education) การศึกษา หมายถึง การผสมผสานกระบวนการทั้งหลาย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาความสามารถ ทัศนคติ และรูปแบบที่น่าพึงพอใจของพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมที่เขาอาศัยอยู่(AECT:1979) เทคโนโลยีทางการศึกษา (Educational Thecnology) คณะกรรมการกำหนดศัพท์และความหมายของสมาคมเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาของสหรัฐอเมริกา (1979:12) ให้คำอธิบายว่า เทคโนโลยีทางการศึกษาเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน และบูรณาการเข้าด้วยกัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคล กรรมวิธี ความคิด เครื่องมือ และการจัดการ เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์ปัญหา การจัดการวิธีแก้ปัญหา การปรับปรุงและการแก้ปัญหามาใช้ ซึ่งต้องใช้แนวทางทั้งหลายของการเรียนรู้ในการแก้ปัญหาโดยวิธีการทางเทคโนโลยีทางการศึกษานั้น จะรวมเอาแหล่งการเรียนรู้ทั้งหลายที่ออกแบบ เลือกหรือนำมาใช้เพื่อมุ่งไปสู่จุดหมายที่ผู้เรียนประสบผลสำเร็จตามต้องการ ดร.ก่อ สวัสดิพาณิชย์ ได้ให้นิยามว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา หมายถึงการนำเอาวิธีการหรือเครื่องมือใหม่ ๆ มาใช้ทางการศึกษาเพื่อช่วยให้ระบบการศึกษามีประสิทธิภาพสูงขึ้น Carter V. Good กล่าวว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา หมายถึงการประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์และเครื่องมือของระบบการสอนเพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอน
วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
กิจกรรมครั้งที่ 6 วัสดุกราฟิก
แผนสถิติ
แผนภาพ
แผนภูมิ
การ์ตูน
ภาพโฆษณา
แผนที่และลูกโลก
และสามารถแบ่งแผนภูมิได้ดังนี้
แผนภูมิแบบตาราง
แผนภูมิแบบต้นไม้
แผนภูมิแบบสายธาร
แผนภูมิแบบองค์การ
แผนภูมิแบบต่อเนื่อง
แผนภูมิแบบวิวัฒนาการ
แผนภูมิแบบเปรียบเทียบ
แผนภูมิแบบอธิบายภาพ
แผนภูมิแบบลำดับเรื่อง
วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
กิจกรรมที่5เข้าชมสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553
กิจกรรมที่ 4
1. ผู้ส่งสาร (Source)
2. สาร (Message)
3. สื่อหรือช่องทาง (Media or Channel)
4. ผู้รับ (Receiver)
5. ผล (Effect)
6. ผลย้อนกลับ (Feedback)
องค์ประกอบการสื่อสารกับการจัดการเรียนการสอนในวันนี้คือ
1. ผู้ส่งสาร Source) หมายถึง ว่าที่เรือตรี ดร.อุทิศ บำรุงชีพ
2. สาร (Message)หมายถึง เรื่องทฤษฎีการสื่อสาร
3. สื่อหรือช่องทาง (Media or Channel)หมายถึง Internet , PowerPoint
4. ผู้รับ (Receiver)หมายถึง นิสิต ผู้เรียน
5. ผล (Effect)หมายถึง รับรู้เข้าใจตอบสนองได้เป็นอย่างดี
6. ผลย้อนกลับ (Feedback) หมายถึง นิสิตมีความสุขในการเรียน โดยเห็นได้จากอาการยิ้ม หัวเราะ และสามารถ ความรู้ที่ได้ไปทำข้อสอบได้
วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553
กิจกรรมสัปดาห์ที่ 3 พัฒนาสมองด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านเว็บบล็อก

นิยามความหมายของ weblog
บล็อก (blog) เป็นคำรวมมาจากคำว่า เว็บล็อก (weblog) เป็นรูปแบบเว็บไซต์ประเภทหนึ่ง ซึ่งถูกเขียนขึ้นในลำดับที่เรียงตามเวลาในการเขียน ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่เขียนล่าสุดไว้แรกสุด บล็อกโดยปกติจะประกอบด้วย ข้อความ ภาพ ลิงก์ ซึ่งบางครั้งจะรวมสื่อต่างๆ ไม่ว่า เพลง หรือวิดีโอในหลายรูปแบบได้ จุดที่แตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์โดยปกติคือ บล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูล สามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียน ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถได้ผลตอบกลับโดยทันที คำว่า "บล็อก" ยังใช้เป็นคำกริยาได้ซึ่งหมายถึง การเขียนบล็อก และนอกจากนี้ผู้ที่เขียนบล็อกเป็นอาชีพก็จะถูกเรียกว่า "บล็อกเกอร์"
ประโยชน์ของเว็บบล็อก
ประโยชน์ของเว็บบล็อก. คือ พื้นที่บนไซเบอร์สเปซที่เจ้าของบล็อกสามารถเขียนบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่ต้องการ
blog เป็นเว็บไซต์ที่มีรูปแบบง่ายๆลักษณะคล้ายกับ Webbaoard ที่มีการเพิ่มเติมลูกเล่นในด้านการใช้งานต่างๆ เช่นปฎิทิน ระบบค้นหา biog เหมือนกับสมุดบันทึกออนไลน์ ผู้จัดทำสามารถเข้ามา post หรือส่งข้อความต่างๆ ขึ้นมาไว้ได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังสามารถ เชื้อเชิญผู้สนใจคนอื่นๆ เข้ามางวสนทนา (ผ่านการพิมพ์) ได้ด้วย โดยเราสามารถเขียนทุกอย่างที่เราต้องการโดยไม่มีขีดจำกัด ทั้งการเขียนไดอารี่เขียนบทความ ประกาศข่าว ฯ
สร้างแหล่งการเรียนรู้ออนไลน์ด้วยการเขียนบล็อกไซต์ เว็บบล็อกนี้สามารถนำมาประยุกใช้ให้เกิดประโยชน์(คงจะเหมือนกันกับที่อาจารย์ให้เราทำงานส่งในขณะนี้ เราเริ่มจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว หลังจากที่ฉลาดน้อยมาตั้งนาม 2 นาน) ต่อการศึกษาได้ค่ะ โดยมีการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายได้เป็นอย่างดี โดยนำเสนอลักษณะ รูปแบบ การทำงานตลอดจนการประยุกต์ใช้weblogs ในการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายในอนาคตได้ค่ะ ถือเป็นประโยชน์อย่างมากในการศึกษา เพราะสะดวก รวดเร็ว รัดกุม โลกของเราการสื่อสารไร้พรมแดน
ความหมายของนวัตกรรม และเป้าหมายของนวัตกรรมการศึกษา
นวัตกรรม (Innovation)
เป็นคำที่คณะกรรมการพิจารณาศัพท์วิชาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ บัญญัติขึ้นเดิมใช้ นวกรรม มาจากคำกริยาว่า Innovate มาจากรากศัพท์
ภาษาอังกฤษว่า Inovare (in(=in)+novare= to renew, to modify) และnovare มาจากคำว่า novus (=new)
Innovate แปลตามรูปศัพท์ได้ว่า "ทำใหม่,เปลี่ยนแปลงโดยนำสิ่งใหม่ๆ เข้ามา "Innovation = การทำสิ่งใหม่ๆ สิ่งใหม่ๆ ที่ทำขึ้นมา (International Dictionary)
นวัตกรรม (Innovation)
หมายถึง การนำสิ่งใหม่ ๆ อาจเป็นแนวความคิด หรือ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อนหรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยและได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและแรงงานได้ด้วย
นวัตกรรมทางการศึกษา (Educational Innovation)
หมายถึง การนำเอาสิ่งใหม่ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของความคิดหรือการกระทำรวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษาเพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นทำให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเกิดแรงจูงใจในการเรียนและช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน เช่น การสอนใช้คองพิวเตอร์ช่วย การใช้วีดิทัศน์เชิงโต้ตอบ(Interactive Video) สื่อหลายมิติ (Hypermedia) และอินเตอร์เน็ต เหล่านี้เป็นต้น
นวัตกรรม แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 มีการประดิษฐ์คิดค้น (Innovation) หรือเป็นการปรุงแต่งของเก่าให้เหมาะสมกับกาลสมัย
ระยะที่ 2 พัฒนาการ (Development) มีการทดลองในแหล่งทดลองจัดทำอยู่ในลักษณะของโครงการทดลองปฏิบัติก่อน (Pilot Project)
ระยะที่ 3 การนำเอาไปปฏิบัติในสถานการณ์ทั่วไป ซึ่งจัดว่าเป็นนวัตกรรมขั้นสมบูรณ์
(ที่มา http://www.suphet.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=133058&Ntype=2)
เป้าหมายของนวัตกรรมทางการศึกษา
1. เพื่อแก้ปัญหาการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น
2. เพื่อทำให้การเรียนรู้บรรลุเป้าหมายทางการศึกษาที่วางไว้
3. เพื่อให้การจัดการศึกษามีประสิทธิภาพบรรลุเป้าหมายได้ดีขึ้น (รศ.ดร.สำลี ทองทิว คำบรรยายการประชุมสัมมนาแนวทางการพัฒนานวัตกรรมในโรงเรียน เอเชียแอร์พอร์ท เซียรังสิต ปทุมธานี)
นวัตกรรมจัดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 ได้แก่วิธีจัดการเรียนรู้ เทคนิคการสอนแบบต่างๆ เช่น การสอนแบบร่วมมือร่วมใจ การสอนแบบเกม การสอนโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ การสอนแบบโครงงาน เป็นต้น
กลุ่มที่ 2 ได้แก่สื่อการสอน หรือสื่อการเรียนรู้ สื่อสิ่งตีพิมพ์ เอกสารประกอบการสอน บทเรียนสำเร็จรูป ชุดการสอน บทเรียนการ์ตูน แบบฝึก วีดิทัศน์ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
E-learning
กิจกรรมในวันนี้ นอกจากจะได้เรียนรู้ เรื่อง weglogแล้วยังได้ทบทวนบทเรียนในสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งได้ทั้งการฝึกคิด วิเคราะห์ และสร้างสรรค์งานออกมาในรูปแบบweblog
แหล่งที่มา
http://gotoknow.org/blog/9nuqa/11973
http://tikkatar.is.in.th/?md=content&ma=show&id=2
http://www.supoldee.icspace.net/innovation.htm
http://school.obec.go.th/sup_br3/t_1.htm
http://www.vcharkarn.com/vblog/36028
http://kruchum.blogspot.com/2007/11/9.html
•CAI)
กิจกรรมสัปดาห์ที่ 2 ชี้ทางเลือกใหม่ให้เป็นครูมืออาชีพด้วยเทคโนโลยีการศึกษา

ที่มา http://www.deknang.com/gallery/galleries/preview/tosirwithlove-st05.jpg)
แง่คิดที่ได้จากการชมภาพยนตร์ เรื่องครูบ้านนอกบ้านหนองฮีใหญ่ -วิถีชีวิตของชาวบ้านหนองฮีใหญ่ในปีพ.ศ.2520 -ความสามัคคี มีน้ำใจ เป็นกันเอง -พึ่งพาอาศัยกันและกัน -การพัฒนาสื่อการสอน -การใช้นิทานเสริมสร้างจินตนาการให้เด็ก
ซึ่งจากการชมภาพยนตร์เรื่อง ยังสอนในเรื่องหน้าที่ของครูที่ไม่ได้เป็นเพียงเรือจ้างแต่เป็นผู้สร้าง เสริม เติม แต่ง ในผ้าขาวมีสีสันต์ที่สวยงาม
ตัวอย่าง ภาพยนตร์ ครูบ้านนอกบ้านหนองฮีใหญ่
เทคโนโลยีทางการศึกษา (Educational Technology)
ตามรูปศัพท์ เทคโน (วิธีการ) + โลยี(วิทยา) หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการทางการศึกษา ครอบคลุมระบบการนำวิธีการ มาปรับปรุงประสิทธิภาพของการศึกษาให้สูงขึ้นเทคโนโลยีทางการศึกษาครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ประการ คือ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ
พัฒนาของเทคโนโลยีทางการศึกษา เริ่ม – ใช้ภาพ หรือสื่อผลิดได้เอง – สื่อวิทยุโทรทัศน์ – สไลด์ – คอมพิวเตอร์ 3 ช่วง ช่วงแรก เน้นการเรียนการสอน ตัวความรุ้อยุ่ที่ครู หนังสือ ช่วงต่อมา ประดิษฐ์ สื่อ เข้ามาช่วยในการเรียนการสอน (สไลด์) เพื่อเพิ่มความรุ้ความเข้าใจยิ่งขึ้น ช่วงปัจจุบัน เน้นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผุ้เรียนสร้างความรุ้เอง โดยมีคอมพิวเตอร์มาใช้ในการช่วยสอน หนังสือสื่อ วิทยุโทรทัศน์CAI E-learning
ขอบข่ายของเทคโนโลยีการศึกษา การออกแบบ การพัฒนา การใช้ การจัดการ และการประเมิน ส่วนประกอบเหล่านี้ เป็นขอบข่ายพื้นฐานความรู้และองค์ประกอบที่สำคัญในสาขาวิชานี้ เรียกว่า 5 ขอบข่ายพื้นฐานของสาขาวิชาเทคโนโลยีทางการสอน ดังนี้
1.การออกแบบ(Design) แสดงให้เห็นถึงการสร้าง หรือก่อให้เกิดทฤษฎีที่กว้างขวางที่สุดของเทคโนโลยีการสอนในศาสตร์ทางการศึกษา
2.การพัฒนา(Development) ได้มีการเจริญก้าวหน้าและแสดงให้เห็นแนวทางในการปฏิบัติ
3.การใช้(Utilization) ทางด้านนี้ ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้า ดังเช่นทฤษฎีและการปฏิบัติ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะได้มีการดำเนินการกันมากเกี่ยวกับด้าน การใช้สื่อการสอนมากมาย แต่ยังมีด้านอื่นๆ นอกเหนือจากการใช้สื่อการสอนที่ไม่ได้รับการใส่ใจ
4.การจัดการ(Management) เป็นด้านหลักที่สำคัญของสาขานี้ เพราะจะต้องเกี่ยวข้องกับแหล่งเรียนรู้ ที่จะต้องสนับสนุนในทุกๆองค์ประกอบ ซึ่งจะต้องมีการจัดระเบียบและแนะนำ หรือการจัดการ
5.การประเมิน(Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อปรับปรุง
วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553
กิจกรรมสัปดาห์ที่ 1 เปิดโลกหลักทฤษฎีเทคโนโลยีการศึกษาด้วยการค้นคว้า IT
- ทราบแนวทางด้านเทคโนโลยีการศึกษาเพิ่มขึ้น
- สนุกกับการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ
- เรียนรู้เกี่ยวกับความหมายของเทคโนโลยีด้านการศึกษา
ความรู้ที่ได้จากการเข้าสำนักหอสมุด
- ทราบเกี่ยวกับ ชั้นต่างๆภายในสำนักหอสมุดซึ่งมีทั้งหมด 7 ชั้นคือ
ชั้นที่1 coffee shop
ชั้นที่2 สมุครสมาชิก,ยืม-คืนหนังสือ,หนังสือ set coner,สืบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
ชั้นที่3 หนังสือภาษาไทย,นวนิยาว,เรื่องสั้น,หนังสือเด็ก,ถ่ายเอกสาร
ชั้นที่4 วารสาร,หนังสือพิมพ์,จดข่าว,สืบค้นฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์,ถ่ายเอกสาร
ชั้นที่5 ยืม หนังสือ,วิทยานิพนธ์,สืบค้นฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์,หนังสืออ้างอิง,หนังสืออ้างอิง,จุลสาร,กฤตภาค,หนังสือกิจจานุเบกษา,สารสนเทศภาคตะวันออก
ชั้นที่6 ยืม-คืน สื่ออิเล็กทรอนิกส์/สื่อโสตทัศน์,ชุดศึกษาเทปวีดิทัศ,วีซีดี,ซีดีรอม-มัลติมีเดีย,เทปเสียงและรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม/UBC
ชั้นที่7 ขอเลข ISBN และ ISSN,หนังสือพระราชนิพน์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี,หนังสือภาษาไทย พิมพ์ก่อน พ.ศ. 2526,หนังสือภาษาต่างประเทศ พิมพ์ก่อนค.ศ.1970
- การใช้ฐานข้อมูลดาวน์โหลดข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต
- การใช้โปรแกรมVPN
- การสืบค้นข้อมูล OPAC
(ถ้าต้องการเข้าใช้บริการเว็บของห้องสมุดสามารถเข้าใช้บริการได้ที่ http://www.lib.buu.ac.th/ )
สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยบูรพา
.bmp)
